J-Fiction

...ถ้าทำตัวเป็นคนดีแล้ว ซักวันนึงจะมีนางฟ้าใจดีที่มาพร้อมกับมนต์วิเศษ เสกฟักทองให้กลายเป็นรถม้าเพื่อพาไปยังปราสาทงดงามที่สร้างด้วยแก้วเพื่อพบกับเจ้าชายรูปงามผู้อ่อนโยน และชีวิตก็จะมีความสุขตลอดไป...

เพราะว่าไม่สามารถจะเป็นเจ้าชายเองได้ จึงได้แต่เฝ้าอธิษฐานให้ได้พบกับนางฟ้าโดยเร็ว ผมจะเป็นคนดีเพราะฉะนั้นช่วยส่งเจ้าชายรูปงามที่จะเนรมิตชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาให้ผมด้วยเถิด

เจ้าชายตามตำนานที่มีผิวขาวดั่งหิมะ ดวงตาดำขลับราวกับคืนที่มืดมิดแต่ก็มีประกายของเกล็ดดาวไหวระยิบระยับ จมูกโด่งคมสันรับกับริมฝีปากได้รูปสีแดงสด เส้นผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกน้อยๆระต้นคอและช่วงไหล่กว้างที่ดูแสนจะอบอุ่น รูปร่างสูงโปร่งแข็งแรงที่เป็นเจ้าของอ้อมแขนที่ดูเหมือนว่าสามารถปกป้องเราให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้...หรือบางที...อาจจะเป็นผู้มอบความเจ็บปวดนั้นเสียเอง

เจ้าชายของผม...อคานิชิ จิน


คาซึยะ... ร่างสูงใหญ่ที่บังแสงสว่างจากประตูห้องก่อให้เกิดเป็นเงาดำทอดมายังร่างบอบบางที่นั่งกอดตัวเองอย่างหวาดกลัวบนเตียงยับย่น เป็นอะไรไป...ถอดเสื้อออกสิ เมื่อปิดประตูลงเรียบร้อย ร่างนั้นก็ย่างสามขุมมาคุกเข่าลงบนเตียง มือหนายื่นออกไปดึงสาบเสื้อชุดนอนให้แยกออกจากกัน ร้องไห้ทำไมกัน

พี่จิน...อย่า... มือเล็กๆรวบเสื้อนอนเอาไว้แน่นราวกับว่ามันจะช่วยปกป้องตนเองจากคนใจร้ายได้ ผมเจ็บ... เสียงเครือสะอื้นนั้นครางเบาๆอย่างอ้อนวอน

อะไรกัน ป่านนี้ยังเจ็บอยู่อีกเหรอ หืม...พี่ไม่เชื่อหรอก กรุ่นกลิ่นกายคุ้นเคยเข้าโอบล้อมทุกด้าน จมูกโด่งนั้นซอกซอนซุกไซร้ไล่สูดดมกลิ่นหอมสะอาดจากร่างกายบอบบางของคนไร้เดียงสาตรงหน้า มือสากไล้ฟอนเฟ้นแทบทั่วทุกตารางนิ้ว บริเวณใดที่ลงแรงมือลงไปแล้วจะทำให้อีกคนว่าง่าย...เขารู้ดี

ฮึก....อือ.... เสียงน่าอับอายเล็ดลอดจากเรียวปากแดงอย่างห้ามไม่ได้แม้ว่าริมฝีปากนุ่มของอีกคนกำลังช่วงชิงลุกล้ำค้นหาความหอมหวานด้วยการเกี่ยวกระหวัดลิ้นชุ่มชื้นในโพรงปากเล็กนั่นก็ตามที

ร่างนุ่มนิ่มถูกจับให้หันหลัง แผลเป็นนูนสีแดงเป็นทางยาวพาดอยู่กลางแผ่นหลังเล็กๆตัดกับผิวสีน้ำนมนั้น ข้อนิ้วแข็งลากสัมผัสกระด้างบนรอยตำหนิดั่งรูปบันไดทอดยาวสู่สรวงสวรรค์ก่อนจะก้มลงไปพรมริมฝีปากอุ่นอย่างไม่รีรอ

จำไว้นะคาซึยะ อย่าให้ใครเห็นมันนอกจากพี่ เพราะว่ามันน่าขยะแขยงที่สุด...รอยตีตรานี้บอกว่าน้องเป็นของพี่เท่านั้น...รู้หรือเปล่า เมื่อทาบร่างลงไปจึงส่งเสียงกระซิบอยู่ใกล้ที่ปลายหูนิ่มๆในขณะที่นิ้วมือเคลื่อนเข้าไปในร่างกายของอีกฝ่าย

อึก... คนตัวเล็กกัดปากแน่น ทั้งความรู้สึกเจ็บที่กายและเจ็บในอกที่รู้ว่าตนเองไม่ได้มีค่ามากไปกว่าสิ่งของชิ้นหนึ่งเท่านั้น

พี่ถามได้ยินมั๊ย! นิ้วยาวเรียวของร่างสูงเพิ่มความรุนแรงจนเสียงครางหลุดออกมาจากคนตัวเล็กอีกครั้ง

อา...ระ...รับทราบ..แล้วครับ...อึก... ดวงตาสวยปิดแน่นจนน้ำอุ่นๆซึมปริ่มที่ปลายหางตา

แม้ว่าจะต้องเจ็บแสบหรือบอบช้ำขนาดไหน แค่ขอให้ได้อยู่ในอ้อมอกกว้างๆแบบนี้ แรงกอดแนบแน่นยามที่ร่างสูงกำลังสุขสมกับร่างกายถูกๆนี้ ต่อให้พรุ่งนี้จะต้องตื่นมาพบกับโดดเดี่ยวอ้างว้างและความเหน็บหนาวของน้ำค้างยามเช้าก็ไม่เป็นไรหรอก

พี่จิน...จะกลับแล้วเหรอ แขนเล็กๆวาดรอบร่างหนาที่หันหลังให้เขา ใบหน้าอ่อนเยาว์ซบลงบนแผ่นหลังกว้างชื้นเหงื่อ กลิ่นกายแบบผู้ใหญ่ผสมกลิ่นโคโลญจ์อ่อนๆกรุ่นเข้าจมูก กลิ่นที่ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างประหลาด

เขาแค่ต้องการรับรู้สึกถึงความรักบ้างก็เท่านั้น ถ้าเพียงแค่มีอ้อมกอดอย่างทะนุถนอมมอบให้เขาบ้าง แต่ทว่า...

มือหนาที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองชะงักก่อนจะจับแขนเล็กๆให้พ้นจากร่างตนราวกับรำคาญใจนักหนา ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะปรายตามามองคนตัวเล็กที่ยังเปลือยมีเพียงผ้าห่มเนื้อบางเบาปกปิดตั้งแต่ช่วงเอวลงไปเท่านั้น แสงไฟจากข้างนอกที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างก็พอจะทำให้เห็นร่องรอยที่ตัวเองได้ทำไว้ บางรอยก็แค่แดงสดเหมือนกลีบกุหลาบ แต่บางรอยกลับม่วงช้ำเพราะแรงอารมณ์ของตน ที่ต้นแขนเล็กแดงเป็นริ้วๆรูปรอยนิ้วมือของเขา เมื่อมองไล่ขึ้นไปจึงได้พบกับดวงตาเรียวที่สื่อความรู้สึกต่างๆได้มากกว่าที่ปากบางนั้นจะเอ่ยออกมา

อย่าทำหน้าตาแบบนี้อีก...มันน่าเกลียด สิ้นเสียงทุ้ม จินก็พาร่างสูงสมส่วนของตนเดินออกจากไป เหลือเพียงความเหน็บหนาวไว้ในห้องเล็กๆกับร่างกายของเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีที่เปียกปอนด้วยน้ำตา...

เมื่อเอ่ยถึงตระกูลอคานิชิ ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ตระกูลเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมาจากขุนนางเก่าแก่ที่เริ่มทำธุรกิจเหมืองอัญมณีจนร่ำรวยมาจนถึงปัจจุบัน คฤหาสถ์หลังใหญ่โตที่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่อยู่ของพวกข้ารับใช้มากกว่าครอบครัวอคานิชิที่มีกันเพียงสี่คน นั่นก็คือ อคานิชิ โยชิอากิผู้เป็นพ่อซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ฮาวายเพราะต้องไปดูแลบริษัทสาขาที่เปิดใหม่ที่นั่น ทากุจิ จุนโนะสุเกะ ลูกชายของอคานิชิ เรโกะที่เป็นน้องสาวคนเดียวของอคานิชิ โยชิอากิ นากามารุ ยูอิจิ ลูกชายแท้ๆของ อคานิชิ โยชิอากิแต่ต้องการใช้นามสกุลของแม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว และคุณชายคนเล็กของครอบครัวนี้ อคานิชิ จินนักศึกษามหาวิทยาลัยโตเกียวปีแรก ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในคณะนิติศาสตร์

บรรดาคนรับใช้ก็มีเกือบห้าสิบคน ทั้งหญิงและชายปะปนกันไป และในเย็นวันหนึ่งเมื่อห้าปีที่แล้วชายวัยกลางคนผู้เป็นประมุขของบ้านก็จูงเด็กตัวเล็กๆเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว

น่ารักใช่มั๊ยล่ะ ชื่อคาเมนาชิ คาซึยะ จากนี้ไปจะมาอยู่กับพวกเรา เด็กชายวัยเก้าขวบที่หน้าตาน่ารักหมือนผู้หญิง ผมสีน้ำตาลอ่อนเส้นเล็กที่พริ้วไปกับสายลมที่พัดเข้ามาในตอนนั้น กอปรกับแก้มแดงๆและดวงตาเรียวรีที่แฝงแววโศก สะกดสายตาคนมองได้ทันที

ในฐานะอะไรล่ะครับเนี่ย ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่พับแขนมาจนถึงข้อศอกกับเนคไทสีเข้มที่ดึงร่นลงมาถึงกลางอกเดินมานั่งยองๆหน้าเด็กน้อยพร้อมใบหน้าที่ใจดี

ลูกของเพื่อนสนิทของฉันเอง เขาเพิ่งสิ้นใจไปเมื่อวาน อยากให้พวกเธอดูแลเขาเหมือนน้องชายอีกคนได้มั๊ย

เดี๋ยวก่อน เด็กนี่ผู้ชายงั้นเหรอ! เด็กหนุ่มอีกคนในชุดลำลองก็พรวดพราดจากโซฟารับแขกมาดูหน้าเด็กน้อยใกล้ๆ ท่าทางที่ดูเหมือนจะคุกคามนั้นทำให้เด็กชายถอยไปหลบอยู่ข้างหลังคนที่พามา

ใจเย็นๆเจ้ายูอิจิ น้องกลัวแน่ะเห็นมั๊ย ผู้เป็นพ่อจึงต้องเอ่ยปราม

ตอนแรกก็นึกว่าเด็กผู้หญิงเหมือนกันนะเนี่ย พี่ชายเจ้าของใบหน้าใจดีนั้นยิ้มออกมาอีกครั้ง เรียกพี่ว่าจุนโนะ ส่วนเจ้านี่ชื่อยูอิจิ แนะนำตัวเสร็จสรรพ

พี่จุนโนะ พี่ยูอิจิ เด็กน้อยค่อยๆเรียกชื่อทวนด้วยเสียงเบา

ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงพวกเราก็คงจะเลี้ยงให้กลายเป็นเจ้าหญิงแน่ๆเลยน่ารักขนาดนี้ แต่ไม่เป็นไรหรอกเป็นเด็กผู้ชายพวกเราก็จะเลี้ยงให้เป็นเจ้าชายเลยเนอะจุนโนะ ชายหนุ่มที่ถูกแนะนำตัวว่าชื่อยูอิจิพูดกับเด็กตัวเล็กๆอย่างร่าเริง ผิดกับชายหนุ่มอีกคนที่เอาแต่ยืนยิ้มและมองคาซึยะด้วยสายตาที่อ่อนโยนเท่านั้น

ในทันใดนั้นใบหน้าน่ารักของเด็กชายก็ต้องหันไปมองทางประตูทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดเข้ามา

พ่อพาใครมาน่ะ ชายหนุ่มในชุดทักสิโด้สีขาวพร้อมกุหลาบดอกใหญ่ที่อกเสื้อเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมมีเสน่ห์ของดอกไม้สีแดงนั้นทำให้เด็กตัวเล็กอดมองตามไปไม่ได้

กลับมาจากงานเลี้ยงเร็วผิดคาดนะ นี่...น้องชายคนใหม่ ต่อไปนี้จะมาอยู่กับพวกเรา

งั้นเหรอ ร่างสูงย่อตัวลงมาคว้าร่างเล็กขึ้นไปนั่งบนต้นแขนแข็งแรง ชื่ออะไรล่ะเรา

คาเมนาชิ คาซึยะ เก้าขวบครับ เด็กน้อยได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาแต่พอได้ยินเสียงหัวเราะขึ้นจมูกอย่างเอ็นดูจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมอง

เป็นไม่ได้หรอกเจ้าชายน่ะ ก็ในเมื่อตำแหน่งนี้คนตรงหน้าเหมาะสมกว่าตัวเขาเป็นไหนๆ

ฉันชื่ออคานิชิ จิน ยินดีต้อนรับนะ พูดจบก็แตะจมูกโด่งบนแก้มใสแล้วดึงดอกกุหลาบจากกระเป๋าเสื้อส่งให้เด็กน้อยมารับไว้

มือเล็กๆยื่นออกไปรับ หนามแหลมที่เป็นอาวุธของความสวยงามนั้นปักลงเข้าเนื้ออ่อนส่งผลให้ร่างเล็กๆสะดุ้งแต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือ ได้แต่กำดอกไม้แสนสวยนั้นจนเมื่อมาถึงห้องส่วนตัวที่มีคนจัดไว้ให้ก็ค่อยๆวางราชินีแห่งดอกไม้ทั้งมวลลงบนโต๊ะกระจกอย่างทะนุถนอม ถึงแม้มือขาวๆจะเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดไม่แพ้กับสีกลีบของดอกไม้สวยก็ตาม

ไม่เป็นไรหรอก...ถึงฉันจะเจ็บก็ไม่เป็นไร ก็เจ้าน่ะทั้งหอมทั้งสวยออกขนาดนี้นะ ดอกไม้ดอกแรกของฉัน ดอกไม้ที่ได้จากเจ้าชาย...อคานิชิ จิน

ทุกวันนี้ก็ยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดีในกล่องไม้หอมแกะลายสวยงามที่วางอยู่ที่โต๊ะโคมไฟ...ข้างๆหมอน

ทั้งๆที่จุดเริ่มต้นของเราก็เป็นไปด้วยดี แต่ทำไมทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดกันนะ ตอนจบที่จะเต็มไปด้วยความสุขน่ะ...ตอนนี้ถึงจินตนาการถึงมันไม่ออกเลยล่ะ อนาคตที่สวยงาม...มองไม่เห็นเลย

แต่จะทำอย่างไรได้ สองแขนบอบบางแบบนี้ไม่มีแรงที่จะขัดขืนคนใจร้ายนั้นได้เลย สิ่งที่ทำได้ก็มีแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไปแต่โดยดีเท่านั้น

ใต้หลังคาเดียวกัน ในห้องนอนเรียบหรูสไตล์คนมีอันจะกินซึ่งในห้องมีเพียงแสงนวลสีส้มอ่อนจากโคมไฟที่หรี่จนเกือบดับ ประตูระเบียงกระจกที่เป็นบานเลื่อนเปิดกว้าง ปรากฏร่างหนาของชายหนุ่มที่นิ้วเรียวยาวของเขากำลังคีบบุหรี่ในขณะที่ดวงตาคมกริบสีเดียวกับท้องฟ้าที่เขาแหงนมองอยู่นั้นเหม่อไปไกล

ความรุ่มร้อนในอกเผาหัวใจแทบจะมอดเป็นจุลยามที่ได้เห็นน้ำตานั้น น้ำตาที่เหมือนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่หยดลงให้เปลวเพลิงในใจของเขายิ่งโหมแรงกว่าเดิม

ทั้งๆที่รู้ว่ามันผิด แต่ก็ห้ามขาของตนไม่ให้เดินไปห้องนั้นไม่ได้ ห้ามสายตาไม่ให้มองความสวยงามที่พระเจ้าสรรค์สร้างไม่ได้ อดห้ามที่จะยัดเยียดอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาให้คนตัวเล็กไม่ได้เช่นเดียวกัน

เขาผิดหรือที่จะหลงรักร่างเล็กๆบอบบางที่ดูเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยๆตั้งแต่แรกเห็น

เพียงแต่ไม่รู้เลยว่าจะต้องแสดงมันออกไปอย่างไร ถ้าหากว่าต้องขอร้องแล้วจะถูกปฏิเสธก็สู้ใช้กำลังบังคับขืนเอามาเสียดีกว่า...แต่ไม่คิดว่ามันจะหันกลับมาทำร้ายตัวเขาเองให้เจ็บปวดอยู่อย่างนี้ ยามที่เห็นดวงตานั้นมีน้ำอุ่นมาคลอมันก็แทบจะฆ่าเขาให้ตาย แต่ถ้าไม่ได้ รัก คนตัวเล็กนั้นเขาก็ต้องขาดใจตายไม่ต่างกัน

ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง ปลายบุหรี่มีแสงสีแดงส้มขึ้นมาเพียงชั่วครู่แล้วดับลงไป มือหนาลูบแขนตนเองเพราะความรู้สึกเย็นเนื้อกาย ไม่ว่าจะกอดเท่าไหร่ก็ไม่เคยอุ่น คงเป็นเพราะเจ้าตัวเขาไม่ได้เต็มใจสินะ

ถ้าเป็นเมื่อก่อนป่านนี้เขาคงจะยังไม่กลับบ้าน คงจะทำตัวเป็นนกฮูกไปอยู่ตามปาร์ตี้หรือไม่ก็ตามสถานที่เที่ยวกลางคืนมีระดับตามนิสัยรักสนุกของตัวเอง แต่ตั้งแต่คนตัวเล็กนั้นเข้ามาอยู่ในบ้าน น่าแปลกที่เขาไม่อยากจะเที่ยวอีกต่อไปแล้ว ก็ในเมื่อที่บ้านมีสิ่งที่น่ารื่นรมณ์กว่านั้นมากมาย

ช่วงแรกๆที่คาซึยะมาที่นี่ บ้านที่เคยมีแต่หนุ่มบ้างานอย่างพี่จุนโนะกับหนุ่มบ้ากิจกรรมอย่างพี่ยูอิจิ บ้านที่มีแต่ความแข็งกระด้างก็ได้มีเด็กแก้มยุ้ยเหมือนนางฟ้าตัวเล็กๆน่ารักที่คอยหิ้วหนังสือนิทานไปอ้อนให้คนนั้นคนนี้อ่านให้ฟัง เจ้าตัวเล็กเคยบอกว่า

คาซึอ่านเองได้ แต่ว่ามันไม่สนุกเหมือนที่พวกพี่ๆอ่านให้ฟังนี่นา

จากนั้นมา แม้ว่าพี่จุนโนะจะเหนื่อยมาจากที่ทำงานหรือพี่ยูอิจิจะเยินมาจากมหาวิทยาลัยก็ตาม ต่างก็เต็มใจมานั่งอ่านนิทานให้เด็กที่พวกเขาเอ็นดูไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆฟังบนโซฟาที่ห้องรับแขก

ร่างเย็นนุ่มๆที่หอมกรุ่นกลิ่นแป้งเด็กที่มักจะมานอนหนุนแขนเขาเพราะเด็กนั่นเคยบอกว่า

หนุนแขนพี่จินนิ่มแล้วก็อุ่นกว่าพี่จุนโนะกับพี่ยูอิจิตั้งเยอะ

นึกถึงตอนนั้น มุมปากของร่างสูงก็ต้องยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ตอนนั้นพวกพี่ๆขำกันใหญ่ที่ได้ยินเจ้าตัวเล็กพูดเหมือนหลอกด่าว่าเขาอ้วนทางอ้อม

แต่ก็คงจะอุ่นสบายอย่างที่ว่า พออ่านไปไม่ถึงครึ่งเรื่องเจ้าตัวเล็กขี้อ้อนก็หลับปุ๋ยในอ้อมแขนเขาทุกที แล้วจะเป็นใครไปเสียอีกที่อุ้มร่างจ้อยนั่นเข้านอนถ้าไม่ใช่เขา กี่คืนกันนะที่ได้แต่แอบมองใบหน้าอ่อนเยาว์บริสุทธิ์นั้นวิ่งเล่นในดินแดนแห่งความฝัน

แล้วจินก็ต้องหน้าเศร้าลงอีกครั้งเมื่อนึกถึงเวลาต่อมา เวลาแห่งความสุขมันไม่ได้อยู่กับเขานานหรอก เป็นเพราะเขาเองที่ตัดสินใจผิดพลาด หน้ามืดตามัวเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งโดยที่ไม่คิดถึงผลที่จะตามมาในวันข้างหน้า ไม่คิดถึงใจของคาซึยะ ทุกวันนี้เรื่องระหว่างเราจึงมีแต่ความเจ็บปวด...ทั้งๆที่รักมากขนาดนี้แท้ๆ

ในงานวันเกิดครบรอบสิบสองขวบของคาซึยะ พวกเราสี่พี่น้องพากันไปพักที่บ้านพักในไร่ส้มที่พี่จุนโนะซื้อไว้เมื่อนานมาแล้ว

บรรยากาศยามเช้าที่มองออกไปจากหน้าต่างกรอบไม้ ไอหมอกสีขาวที่ปกคลุมยอดเขาที่มองเห็นไกลลิบๆนั้น เป็นสีเทาแบ่งเขตระหว่างท้องฟ้ากว้างสีฟ้าสดใสและสีเขียวอ่อนของทุ่งหญ้า เห็นม้าสองสามตัวที่กำลังเล็มหญ้าอยู่ใกล้ๆที่พัก เขาจึงตัดสินใจปลุกคนตัวเล็กที่กำลังหลับสบายอยู่บนเตียงเดียวกันกับที่เขาใช้นอนเมื่อคืน

คนตัวเล็กงัวเงียเล็กน้อยก่อนที่จะยอมลุกไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างไม่มีอิดออด พอพาเดินมาถึงลานหน้าบ้านเท่านั้นล่ะ ดวงตาสวยๆก็เบิกกว้าง

เหมือนในหนังคาวบอยที่เคยดูเลย พี่จินขี่ม้าเป็นไหม พาคาซึไปหน่อยสิ

ไม่มีอยู่แล้วที่จะปฏิเสธในสิ่งที่ตนทำได้ ร่างเล็กถูกอุ้มลอยหวือขึ้นไปนั่งบนหลังม้าก่อนที่อีกคนจะโหนตัวตามขึ้นไป กลิ่นอายของส้มที่ลอยมากับสายลมและกลิ่นแป้งเด็กที่หอมฟุ้งมาจากเด็กน้อยทำเอาอากาศเย็นยามเช้าหมดความหมาย แค่ร่างเล็กที่กำลังชวนคุยอยู่ในอ้อมอกเขาเท่านี้ความอุ่นก็หลั่งไหลสู่หัวใจทำให้ไม่หนาวเลยซักนิด

เสียงควบม้ากุบกับมานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ตัวได้แต่บังคับเจ้าอาชาสีน้ำตาลเข้มไปให้ไกลเท่าที่คนตัวเล็กนี้อยากจะไป จนมาสุดที่หุบเขาแห่งหนึ่ง ลมที่พัดขึ้นมาจากเหวลึกทำให้แก้มใสสุกปลั่งเป็นสีแดงเรื่อๆ แขนเล็กกอดตัวเองเพราะความหนาว เห็นแบบนั้นเขาจึงดึงรั้งร่างน้อยมากอดไว้แนบอกให้ใกล้ชิดกว่าเดิม

คาซึอยากลงไปเดินข้างล่างจัง

เพียงแค่ขอเท่านั้นจินจึงยอมปล่อยให้คนเล็กลงจากหลังม้า โดยไม่ทันได้ระวังตัว พอเท้าเล็กๆแตะพื้นดินใกล้หน้าผา พื้นที่ก็ดูเหมือนจะยวบลงไปและร่างเล็กนั้นที่ร่วงลงไปต่อหน้าต่อตา

เหมือนหัวใจจะร่วงตามลงไปด้วย เขารีบชะโงกมองหาร่างบอบบางนั้นด้วยความร้อนรน โชคดีที่ใต้ชะง่อนผามีพื้นดินแข็งแรงรองรับร่างนั้นอยู่ แต่ของเหลวสีแดงที่เปรอะเปื้อนร่างน้อยก็ทำให้จินใจคอไม่ดีเลย

ไม่ต้องคิดให้เสียเวลากว่านั้น ร่างสูงปีนลงไปหาเด็กชายที่นอนหมดสติอยู่ เมื่อไปถึงตัวได้ก็คว้าร่างนั้นมากอดไว้

สองหูอื้ออึงไปหมด ได้ยินแต่เสียงตัวเองร้องไห้และเฝ้าถามว่า

คาซึยะ เป็นอะไรหรือเปล่า ตื่นมาคุยกับพี่สิ

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนในการแบกร่างนั้นขึ้นมาแล้วพาไปส่งโรงพยาบาลได้ เสื้อนอนเปื้อนเลือดทำให้พี่ยูอิจิและพี่จุนโนะตกใจมากมายแต่ก็ไม่ได้กล่าวโทษจินเลย

มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น

พี่ยูอิจิปลอบเขาพร้อมตบบ่าเบาๆ คงจะเห็นว่าเขาเอาแต่กัดเล็บไม่ขยับไปไหนจนกระทั่งหมอเดินออกมาบอกว่าคาซึยะปลอดภัยแล้ว

พวกเราสามพี่น้องพากันมาเยี่ยมไม่เคยขาด แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาตั้งใจจะมาอยู่ที่นี่แค่สองวันเพื่อฉลองวันเกิดเท่านั้น หลังจากวันที่พี่จุนโนะและพี่ยูอิจิขอลาหยุดได้ จินที่เรียนไฮสคูลอยู่ในขณะนั้นจึงต้องหยุดโรงเรียนและรับหน้าที่เฝ้าไข้ร่างเล็กไปโดยปริยาย แต่เขาก็เต็มใจ

พี่ขอโทษ

ไม่เป็นไรหรอกฮะ คาซึซุ่มซ่ามเองพี่จินอย่าร้องไห้สิ คาซึไม่เจ็บซักหน่อย

มือเล็กๆนุ่มนิ่มแตะแก้มของเขาแผ่วเบายามที่หยดน้ำตาร่วงจากดวงตาคม เขาจำไม่ได้ว่าจูบฝ่ามือเล็กไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้งกัน กลัวเหลือเกินหากว่าต้องสูญเสียไปจริงๆ

มันเหมือนกับว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นลางบอกเหตุว่ามีอนาคตที่เจ็บปวดรออยู่ข้างหน้า เป็นจุดเริ่มต้นของความอดสูในชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งและคนที่มอบบาดแผลนั้นให้ก็คือเขาเอง

เย็นวันศุกร์สุดสัปดาห์เขาหอบหิ้วกระเป๋าใบใหญ่มาเปลี่ยนเวรดูแลน้องคนเล็กของบ้านกับพี่ยูอิจิ คาซึยะเกือบจะหายดีแล้ว แต่พี่ๆกลัวว่าแผลลึกยาวกลางหลังจะอักเสบขึ้นมาอีกจึงให้คาซึยะอยู่โรงพยาบาลต่ออีกหน่อย

เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบนางพยาบาลกำลังปิดผ้าก๊อซลงบนแผลนั้นพอดี ไม่นานเธอก็เก็บอุปกรณ์ทำแผลไว้ที่โต๊ะใกล้หัวเตียงพร้อมกำชับว่าให้ล้างแผลและเปลี่ยนผ้าก๊อซให้คาซึยะตอนเที่ยงคืนด้วย เขาก็รับคำพลางเก็บข้าวของของตนแล้วมานั่งมองคนตัวเล็กหลับเพราะฤทธิ์ยา

จนกระทั่งเวลาผ่านไป เสียงนาฬิกาตีสิบสองครั้งเหมือนกับในนิทานยามที่เจ้าหญิงต้องวิ่งหนีจากเจ้าชายปลุกให้เขาตื่นมาทำแผลให้เด็กตัวเล็กตามที่คุณพยาบาลกำชับเอาไว้

มือหนาแตะที่ต้นแขนเล็กแล้วเขย่าเบาๆพลางกระซิบเรียกทำให้คาซึยะปรือตาตื่นทั้งยังที่ง่วงงุนอยู่ไม่ใช่น้อย ร่างเล็กถูกจับให้นั่งหันหลังมาให้เขา ร่างสูงหยิบสำลีมาชุบแอลกอฮอล์แล้วค่อยๆแตะลงไปที่บริเวณปากแผลด้วยมือที่สั่นเทา เห็นคาซึยะยิ่งสะดุ้งก็ยิ่งรู้สึกแปลบในอก

เมื่อใส่ยาและปิดด้วยผ้าพันแผลเรียบร้อยแล้ว นิ้วหยาบค่อยๆแตะบนผ้านั้นอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะเลยมาต้องผิวเนื้ออ่อน แผ่นหลังบอบบางและไรผมที่ต้นคอทำให้หัวใจเขาเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก เห็นคนตัวเล็กไม่ได้เอ่ยห้ามจึงวางประทับริมฝีปากอุ่นลงไปสัมผัสให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ลมหายใจร้อนเป่ารดกกหูคนตัวเล็กจนจินรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านของผิวกาย

พี่จิน...จะทำอะไร

เสียงเครือถามออกมาเพราะรู้สึกว่าในร่างกายกำลังก่อเกิดความรู้สึกแปลกใหม่ที่เด็กน้อยไม่เคยรู้จักมาก่อน

พี่จะทำให้หายเจ็บนะ

กระซิบข้างหูก่อนจะขบเล็มใบหูขาวสะอาด แล้วค่อยๆผลักไหล่บอบบางให้นอนราบลงกับเตียง ปอยเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนกระจายบนหมอนสีขาวสะอาดกับดวงตาปรือปรอยนั้นราวกับเป็นแรงขับดันมหาศาลให้ปิศาจในตัวเขาตัดสินใจทำสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดลงไป

...เขาขืนใจคาซึยะ...

ทั้งแรงน้อยนิดนั้นทั้งผลักไสทั้งดิ้นรนให้หลุดจากความเจ็บปวดที่ได้รับ ทั้งเสียงสะอื้นไห้ที่ถูกอุดไว้ด้วยมือของเขาเอง ทุกอย่างเหมือนเป็นเข็มแหลมทิ่มแทงหัวใจเขาทุกครั้งที่นึกถึงมัน

ในที่สุดเขาก็ทำลายรอยยิ้มที่เขารักมากที่สุดด้วยมือของตัวเอง เจ้าหญิงตัวน้อยที่มีรอยยิ้มสดใสเพื่อเขาเสมอก็จากไปในเที่ยงคืนวันนั้นเอง

คาซึเกลียดพี่จิน

หลังจากที่ท่วงทำนองเพลงรักที่แสนจะแปร่งปร่าเพราะการบังคับฝืนใจให้บรรเลงไปนั้นจบลง ประโยคนั้นเป็นประโยคแรกที่จินได้ยินด้วยน้ำเสียงขมขื่นของคนพูด เขาเองก็ทำอะไรไม่ถูกนอกจากการกอดรัดดึงร่างน้อยนั้นให้แนบชิดกว่าเดิม ถึงแม้ว่าจะรู้สึกถึงเล็บคมมนที่จิกแขนเขาอยู่ก็ตาม

คาซึเป็นของพี่...เท่านั้น

แรงมือเล็กดูเหมือนจะหนักขึ้นเมื่อได้ยินประโยคนั้นราวกับว่าจะต่อต้าน แต่เขาจะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด เมื่อขอร้องดีๆแล้วไม่ได้...ก็เหลือเพียงวิธีที่จะใช้กำลังหักหาญเอามาเท่านั้นเอง

เกลียดหรือ...ก็ยังดี...

และจากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้ดูเหมือนเขาจะลืมไปแล้วว่า...ใบหน้าเปื้อนยิ้มของคาซึยะนั้น...งดงามเช่นไร

บุหรี่หมดมวนพร้อมกับการหยุดคิดถึงความทรงจำที่แสนจะเจ็บปวดหากแต่มันก็คือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้ดำเนินต่อไปได้ ร่างสูงบี้ก้นบุหรี่กับที่เขี่ยก่อนจะเดินเข้าห้องมานอนหลับพักผ่อนเพื่อเผชิญกับความโหดร้ายของชีวิตในวันพรุ่งนี้

ไม่นานดวงอาทิตย์ก็ทอแสงอย่างที่เคยเป็นเช่นทุกวัน เสียงนกร้องปลุกร่างบอบบางที่รู้สึกตัวตื่นมาพบกับสิ่งเดิมๆ ยิ่งเป็นวันปิดเทอมแบบนี้ด้วยแล้ว บ้านทั้งบ้านมีแต่ความเงียบ พี่จุนโนะก็คงเข้าบริษัทตั้งแต่เช้า พี่ยูอิจิที่เพิ่งจะเข้าทำงานได้ไม่นานก็คงจะเหมือนกัน ส่วนอีกคน...

คุณหนูคะ คุณชายให้มาตามลงไปรับมื้อเช้าค่ะ เสียงสาวใช้คนหนึ่งเคาะประตูเรียกจากทางด้านนอก

ปลายเท้าเล็กๆจึงวางลงบนพื้นพรมสีน้ำเงินเข้มแล้วลงไปตามคำสั่ง เขารู้ดีไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็ไม่สามารถคัดค้านพี่จินได้เลยสักครั้ง

แต่ละขั้นบันไดที่ก้าวลงไปนั้น ความอยากอาหารก็ลดลงไปเป็นลำดับแค่คิดว่าจะได้พบกับท่าทีเย็นชานั้น เขาก็ไม่อยากจะพบพี่จินในเวลากลางวันแบบนี้เลย

อาการพูดน้อยเก็บตัวที่เขาเป็นหลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น ทั้งพี่จุนโนะทั้งพี่ยูอิจิต่างก็เข้าใจว่าเป็นเพราะว่าเขายังคงช็อคและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ร้ายๆนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่เลย สิ่งที่ทำร้ายหัวใจของเขาและคอยตามมาหลอกหลอนทุกครั้งยามที่หลับตาก็คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคืนก่อนที่เขาจะออกโรงพยาบาลต่างหาก คืนที่เจ้าชายของเขากลายร่างเป็นซาตานพรากเอาความสุขยัดเยียดแต่ความเจ็บปวดให้ในคืนนั้น

สิ่งที่สงสัยมาตลอดก็คือหากทั้งเขาและพี่จินปล่อยให้เหตุการณ์วันนั้นค่อยๆเลือนไปตามกาลเวลา ไม่พูดถึงมันอีก เสแสร้งทำเป็นเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น เขาจะลืมมันได้ไหม เขาจะกลับมากอดแขนยิ้มหวานอ้อนให้พี่จินตามใจได้เหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า เวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึกของเราทั้งสองได้ไหม

แต่กระนั้น มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่สงสัย เพราะในชีวิตจริง บาดแผลที่ใจมันไม่มีวันลบเลือนไปเหมือนกับแผลเป็นน่ารังเกียจที่พาดอยู่บนหลังของเขา บาดแผลที่พี่จินจงใจย้ำให้รู้สึกถึงมันอยู่ทุกๆคืน มือแข็งแกร่งคู่นั้นที่บีบหัวใจให้แหลกสลายคามือซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ร่างเพรียวบางในชุดนอนแบบกระโปรงยาวคลุมเข่าสีขาว คอกว้างจนเห็นรอยแดงเป็นปื้นที่กระดูกไหปลาร้า หยุดยืนอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้าย ดวงตาเรียวทอดมองคนที่นั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟารับแขก บริเวณแห่งความทรงจำที่กลายเป็นอดีต ที่ที่พวกเราสี่พี่น้องเคยนั่งดูทีวี อ่านหนังสือ หัวเราะไปพร้อมกัน

เมื่อสายตาคมนั้นเหลือบขึ้นมองสบสายตากับคนตัวเล็กที่มองอยู่พอดีนั้น รู้ว่าน่าเจ็บใจทั้งๆที่ควรจะเกลียดคนที่นั่งสบายใจอยู่ตรงนั้น แต่เสียงในสมองและจังหวะการเต้นของหัวใจกลับร้องบอกออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า...ความรู้สึกที่รู้สึกตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกันนั้น...มันไม่เปลี่ยนไปเลย...ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย...

วันนี้ว่างหรือเปล่า เสียงทุ้มเอ่ยถามทำลายความเงียบ

ว่างครับ คนตัวเล็กตอบไม่สบตาและยังยืนอยู่ที่เดิม รักษาระยะห่างไม่ให้มือนั้นคว้าถึง...ก็แค่กลัวเจ็บ

ไปกินข้าวเช้าแล้วไปอาบน้ำแต่งตัวซะ ฉันจะคอย พูดจบก็ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ

เราจะไปไหนกันเหรอครับ

ฉันไม่ได้บอกให้ถาม ฉันสั่งอะไรก็ไปทำได้ไหม เสียงนั้นไม่ได้ตวาดหรือตะคอกอย่างที่เคยโดนบ่อยๆแต่ก็เข้มเสียจนอีกคนไม่กล้าท้วงติงอะไร

คนตัวเล็กเดินไปทานข้าวตามคำสั่ง เหลือเพียงดวงตาคมที่มองตามไปด้วยความเศร้าสร้อย เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ถ้าไม่บังคับกันมีหรือที่จะยอม

ไม่นานเกินรอคาซึยะก็เดินมาหาจินหลังจากที่ไปจัดการอะไรๆตามคำสั่งร่างสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มือหนาวางหนังสือพิมพ์ลงแล้วเดินออกไปนอกบ้านโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ร่างบางเลยได้แต่เดินตามต้อยๆ จนกระทั่งมานั่งอยู่บนเบาะข้างๆในรถแวนสีขาวของจิน

เราจะไปไหนกันเหรอครับ คาซึยะถามในขณะที่รถกำลังออกตัว

อยากไปไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าล่ะ

คนตัวเล็กหันหน้าควับมาทันทีราวกับไม่เชื่อว่าประโยคนี้จะออกมาจากคนที่กำลังขับรถอยู่นี้จริงๆ

ว่าไง...ฉันถามก็ตอบ เห็นแล้วล่ะท่าทางแปลกใจของร่างเล็ก เลยต้องถามสำทับไปเหมือนวางอำนาจอีกครั้ง ไม่ได้หรอก ถ้าอ่อนให้ครั้งหนึ่งก็ต้องมีครั้งต่อไป ถ้าเป็นแบบนั้นคนตัวเล็กจะกลัวเขาจนไม่กล้าขัดขืนอะไรได้หรืองัย...น่าสมเพชชะมัด แต่เท่าที่ทำได้ก็แค่ให้ร่างเล็กกลัวเขาเข้าไว้จะได้ไม่กล้าขัดเวลาที่เขาต้องการให้อยู่ข้างๆแบบนี้

ไม่มีที่ไหนเป็นพิเศษหรอกครับ แต่ว่าวันนี้ร้อนอบอ้าวถ้าได้ไปทานไอศครีมก็คงจะดีเหมือนกัน คนตัวเล็กอ้อมแอ้มตอบออกมาอย่างไม่ค่อยหวังผลเท่าไหร่ ถ้าพี่จินยอมฟังเขาเห็นทีเย็นนี้ฝนคงจะตกหนัก

รถสีขาวจึงกลับรถแล้วเลี้ยวเข้าโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่งที่คาซึยะเดินผ่านทุกวันตอนที่กลับจากโรงเรียน บรรยากาศที่มองจากด้านนอกที่ว่าหรูจนไม่กล้าเข้าแล้ว พอได้เดินตามจินเข้ามาแบบนี้ยิ่งรู้สึกได้ว่าเขาคงไม่มีวันตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารในโรงแรมที่ทางข้าวของจะแพงระยับขนาดนี้แน่ๆ

แสงนวลตาจากดวงไฟสีส้มเล็กที่ติดไว้ทั่วเพดานส่องเพียงสลัวๆทั้งๆที่ยังเป็นเวลากลางวัน เสียงดนตรีแนวออเคสตร้าแผ่วเบาเสริมให้กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกกุหลาบสีขาวที่ใช้ตกแต่งทั่วบริเวณนั้นยิ่งทำให้รู้สึกโรแมนติกเข้าไปอีก บรรยากาศหวานๆแบบนี้มองไปรอบๆตัวก็เห็นมีแต่คู่รักผู้ใหญ่ๆมานั่งทานอาหารกัน ดวงตาเรียวจึงอดมองไปยังชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามเขาไม่ได้ ไม่รู้ว่ามาร้านแบบนี้คิดอะไรอยู่แล้วก็ไม่รู้ว่าบนรถนั่นจะถามเขาไปทำไม ลงท้ายก็มาร้านที่ตัวเองอยากจะเข้าอยู่ดีไม่ใช่เหรองัย

คาซึยะ เลือกสิ ฉันยื่นเมนูให้ตั้งนานแล้ว เสียงดุๆนั้นดังขึ้นพร้อมดวงตาสีนิลที่เหลือบมองมายังเขาชั่วครู่ก่อนจะหลุบไปจับจ้องที่เมนูในมือของตัวเองตามเดิม

มือบางจึงเปิดเมนูเล่มเล็กออก ตอนแรกก็เกร็งๆไม่รู้ว่าจะเลือกทานอะไรดี แต่พอมือบางพลิกไปแต่ละหน้าก็ต้องเงยหน้ามองคนที่ส่งเมนูให้เขาอีกครั้ง

มีอะไรไม่ถูกใจหรืองัย

เปล่าครับ จะให้บอกได้ยังงัยว่าไม่ได้ถูกใจ แต่ว่าแปลกใจต่างหากก็ในเมนูเล่มเล็กที่เขาถืออยู่เนี่ยมีแต่เมนูไอศครีมเกือบห้าสิบรสห้าสิบรายการเลยทีเดียว มันมากซะจนเขาตัดสินใจเกือบไม่ถูก แต่สุดท้ายก็เลือกได้แล้วหันบอกกับบริกรที่รอรับรายการอาหาร

เห็นบอกว่าอยากทานไอศครีมฉันก็เลยพามาที่นี่มันมีให้เลือกเยอะดี จะพาไปที่อื่นฉันก็ไม่ค่อยรู้จักแถมร้านน่ารักๆน่ะให้ตายฉันก็ไม่เข้าเด็ดขาด ไม่รู้ว่าจะถูกปากเธอหรือเปล่า จินพูดด้วยใบหน้านิ่งๆหลังจากที่บริกรเดินจากไปเหลือกันเพียงแค่พวกเขาสองคน แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจดวงน้อยแรงขึ้น ริมฝีปากบางเกร็งเพื่อไม่ให้ยิ้ม แสร้งทำเป็นหยิบแก้วน้ำขึ้นมายกจิบ

ถ้าอย่างนั้น ผมทานเค้กด้วยได้ไหมครับ

ตามใจ

ใบหน้าอ่อนเยาว์ยามที่เอร็ดอร่อยกับขนมหวานที่วางตรงหน้านั้นช่างน่ามองกว่าดอกกุหลาบขาวในแจกันที่ใช้ประดับโต๊ะเสียอีก น่ามองกว่าดอกไม้ใดๆทั้งปวง อย่างน้อยมันก็แค่นี้ที่เขาทำให้ได้ แค่อยากมีส่วนที่ทำให้ร่างเล็กยิ้มได้บ้างแม้รอยยิ้มนั้นจะไม่ได้ให้เขาก็ไม่เป็นไรหรอก

ในขณะที่กำลังตักขนมหวานที่เอร็ดอร่อยสมราคาแพงลิ่วเข้าปากเป็นคำสุดท้าย สายตาของร่างเล็กก็มองไปที่คนตรงหน้าที่นั่งเท้าคางมองออกไปนอกกระจกและแก้วกาแฟที่วางอยู่ตรงหน้า จินไม่ได้เข้าร้านนี้มาเพราะว่าอยากทานอะไรเองจริงๆสินะ นี่ถึงขนาดพาเขามาเพราะแค่ได้ยินว่าเขาอยากทานไอศครีมแล้วก็มานั่งรอเขาอีกทั้งๆที่พาไปร้านที่ตัวเองชอบก็ได้แท้ๆ

อิ่มแล้วใช่มั๊ย อยู่ๆก็หันมาหาจนคนตัวเล็กหลบตาแทบไม่ทัน เพราะว่าจินมองคาซึยะจากเงาสะท้อนในกระจกน่ะสิถึงได้เห็นว่าคนตัวเล็กจ้องเขาเขม็งขนาดนั้น เดี๋ยวก็ได้หลุดเก๊กกันพอดี จินเรียกบริกรคนเดิมมาเพื่อจัดการจ่ายค่าอาหารให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกมาจากภัตตาคารนั้น

พอเดินออกมาที่ชั้นใต้ดินที่ใช้จอดรถท้องฟ้าด้านนอกก็เปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อยามรัตติกาลเริ่มเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์ นี่เขานั่งอยู่ข้างในนานขนาดนั้นเชียวเหรอเนี่ย ซ้ำเสียงฟ้าร้องครืนๆกับอากาศเย็นชื้นที่บอกให้รู้ว่าฝนกำลังจะตกนั่นก็ด้วย...คงจะเป็นเพราะวันนี้พี่จินใจดีกับเขาล่ะมั๊ง ท้องฟ้าถึงได้ปรวนแปรไปแบบนี้

อยากไปไหนอีกหรือเปล่า

คำถามนี้ทำให้คนตัวเล็กหันมามองคนข้างๆอีกครั้ง จินเดินมาหยุดที่รถของตนที่จอดไว้ริมสุดด้านใน

ที่ไหนก็ได้เหรอครับ

อือ

ถ้าผมบอกว่าอยากไปดิสนี่ย์แลนด์ที่อเมริกา พี่จินจะพาไปหรือเปล่า

ที่ญี่ปุ่นก็มีนี่

ก็ผมอยากไปที่อเมริกานี่

งั้นก็คงต้องกลับไปเก็บเสื้อผ้าที่บ้านก่อน จินพูดเรียบๆพลางสตาร์ทรถ

แล้วถ้าผมบอกว่าอยากไปคนเดียวล่ะ ใบหน้าเรียวสวยก้มลงมองมือตนเองที่ประสานไว้หน้าตัก ไม่ต้องอเมริกาก็ได้ ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีพี่จิน

คาซึยะ! ร่างสูงดับเครื่องมือข้างหนึ่งท้าวพวงมาลัยก่อนจะหันไปตวาดร่างเล็ก

เสียงดังซ่าๆอยู่ด้านนอกรถบอกให้คนในรถได้รู้ว่าฝนเริ่มตกลงมาแล้ว ที่ดวงตาสวยนี้ก็เช่นเดียวกัน หยดน้ำใสๆร่วงจากขอบตาไม่ต่างจากฝนด้านนอก

ก็วันนี้พี่จินใจดีกว่าทุกวัน ขออะไรก็จะตามใจไม่ใช่เหรอ ผมก็แค่ไม่อยากเจอหน้าพี่ในวันพรุ่งนี้หรือวันไหนๆอีกต่อไปแล้ว เขาอยากเก็บความทรงจำดีๆน้อยครั้งนี้เอาไว้เพราะถ้าพรุ่งนี้พี่จินจะกลับมาใจร้าย เย็นชากับเขาเหมือนเดิม เขาก็ไม่อยากเจอแล้ว ถึงแม้ว่าพี่จินจะเหมือนกับเจ้าชายของเขาแต่ว่าเจ้าชายที่คอยทำร้ายกัน เขาก็อยากจะลองไปให้ไกลจากมือคู่นั้นดูสักครั้งเหมือนกัน

ข้อมือบางถูกกระชากอย่างแรงทำให้ใบหน้าที่เปรอะไปด้วยน้ำตาต้องเงยขึ้นมอง อาจจะเป็นเพราะน้ำใสๆที่คลออยู่เต็มหน่วยตาเรียวจึงทำให้ภาพที่มองเห็นเลือนลางเหลือเกิน เห็นแต่เพียงร่องรอยแห่งความโกรธในดวงตาคมเท่านั้น มองข้ามความเจ็บปวดที่ถูกฉายออกมาพร้อมๆกัน

เพราะอย่างนี้งัยพี่ถึงไม่อยากใจดีด้วย ขออะไรโง่ๆ ก็รู้ว่าไม่มีวันได้ยังจะกล้าพูดใช่ไหม!

พี่จินอย่า! ร่างสูงข้ามมาคร่อมร่างบางเอาไว้พร้อมกับปรับดึงเบาะให้เอนลงราบ รวบมือเล็กที่ผลักไสและทำร้ายร่างกายเขาด้วยมือข้างเดียว กระดุมเสื้อเชิ้ตที่คนตัวเล็กใส่มาถูกกระชากออก ความทรงจำโหดร้ายที่หลอกหลอนคาซึยะอยู่ทุกคืนกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เสียงพายุฝนข้างนอกเทียบความรุนแรงไม่ได้เลยกับอารมณ์ของร่างสูงที่กำลังบ้าอยู่ตอนนี้

อยากจะไปนักใช่มั๊ย! คาซึยะ พูดออกมาสิว่าอยากจะไป! เสียงตะคอกดังจนคนตัวเล็กปล่อยโฮออกมา ไม่ได้หวังว่าจะให้สงสารแค่อยากระบายความกลัวจับใจนี่ออกไปบ้าง

พี่จิน...ผม... เสียงระล่ำระลักจนฟังไม่รู้เรื่อง ยิ่งเห็นคนตัวเล็กสั่นด้วยแรงสะอื้น น้ำตารินจากดวงตาสวยๆจนช้ำแดงนั้นก็ยิ่งโมโห ทำไม ตัวเขานี่มันน่ารังเกียจถึงขนาดนั้นเลยหรืองัยกัน ความรู้สึกดีๆไม่เคยมีให้เลยใช่ไหม

พูด! เสียงตะคอกนั้นทำให้คนตัวเล็กหลับตาพร้อมหันหน้าหนี หยดน้ำเล็กๆไหลลงบนเบาะสีดำ หึ ในเมื่อพี่ให้พูดแล้วไม่ยอมพูดจะมาว่ากันทีหลังไม่ได้นะ จินกล่าวเย็นๆอย่างเป็นต่อ น้ำเสียงที่ราวกับเป็นผู้ชนะดังอยู่เหนือร่างของคนตัวเล็ก

จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อจะพูดหรือไม่พูด เขาก็ต้องรับตัณหารุนแรงจากคนร่างสูงนี้ไม่ต่างกัน เสียงครางงึมงำจากคนที่ขยับเคลื่อนกายเข้ามาในร่างยิ่งทำให้หัวใจเหน็บหนาวยิ่งกว่าออกไปเดินตากฝนข้างนอกนั่น ฝ่ามือสากที่สัมผัสผิวกายก็แรงดั่งจะทำให้เจ็บและหลาบจำ แต่ทว่าเจ็บแค่ไหนมันก็ร้องไม่ออกแล้ว เรี่ยวแรงก็ไม่เหลือให้แม้แต่กระดิกตัว ในเมื่อหัวใจมันชาไปหมด ไม่เข้าใจเลย มีคนตั้งมากมายแต่ทำไมต้องเป็นเขาที่ต้องพบกับอะไรแบบนี้ ความใจดีนั้นสุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ภาพลวง...ที่ซ่อนความโหดร้ายไว้เท่านั้น

เปลือกตาบางปิดลงพร้อมกับน้ำตาหยดสุดท้ายที่ร่วงลงข้างแก้ม

ดอกกุหลาบที่เปรียบเสมือนกับความรักที่ได้มาจากพี่จินในวันแรกนั้นได้เตือนเขาแล้วแท้ๆว่าถ้าหากยังคงกำก้านที่เต็มไปด้วยหนามนั้น หยดเลือดสีแดงสดก็คงไม่มีวันหยุดไหล หนามแหลมก็ยังคงทิ่มตำให้เจ็บเนื้ออยู่ซ้ำๆ เขาน่าจะตัดใจทิ้งดอกไม้ที่เคยสวยงามนั้นได้แล้วหรือยังนะ

ช่วยโหดร้ายกับผมกว่านี้นะพี่จิน...ผมจะได้ตัดใจได้ง่ายๆ

เมื่อพายุแห่งอารมณ์ในกายของร่างสูงสงบลง มือหนาจึงค่อยๆจัดเสื้อผ้าร่างเล็กให้อยู่ในสภาพเดิม ร่องรอยเก่ายังไม่ทันหาย เขาก็สร้างรอยใหม่ให้เสียแล้ว จินจัดเสื้อผ้าให้ด้วยมือที่สั่นเทาพร้อมทั้งดึงเบาะขึ้นมาดังเดิม มือสั่นๆนั้นค่อยๆเช็ดรอยน้ำตาที่เปื้อนเป็นทางบนแก้มเนียน ในขณะที่ขอบตาของเขาก็เริ่มอุ่นด้วยน้ำที่มาคลอ เจ็บใช่ไหม...คาซึยะ ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วสินะถึงได้ขอฉันแบบนั้น

ริมฝีปากอุ่นค่อยๆทาบลงบนเรียวปากบางอย่างแผ่วเบา รักครั้งนี้...ฉันยอมแพ้แล้ว หยดน้ำตาร่วงลงบนผิวแก้มเนียนอีกครั้ง หากแต่มันเป็นน้ำตาของเขาเอง ไม่เป็นไร คิดซะว่าจากนี้ไปเขาจะไม่ทำให้คนตัวเล็กนี้ร้องไห้อีกแล้ว ถ้าอยากจะอยู่โดยไม่มีฉัน...ฉันก็จะไป...

พรุ่งนี้ถ้าเจ้าหญิงองค์น้อยของฉันลืมตาตื่นขึ้น ก็คงจะได้พบแต่โลกใบใหม่ที่สดใสสวยงามเพราะปิศาจร้ายอย่างฉันจะจากไปตลอดกาล...

เคยคิดว่าถ้าอยากได้คนตัวเล็กมาเป็นของตัว แค่บังคับเอาก็สิ้นเรื่องแต่ไม่นึกเลยว่าการบังคับได้มาแต่ตัวนั้นจะเจ็บขนาดนี้ ผลกรรมที่ทำไว้จะย้อนกลับมาทำร้ายเขาได้ขนาดนี้ ทั้งหมดมันเกิดจากความกลัวที่จะถูกปฏิเสธซึ่งเขาไม่แน่ใจแล้วว่าการถูกปฏิเสธกับชีวิตแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แบบไหนมันเจ็บกว่ากัน...คนอ่อนแอและเห็นแก่ตัวอย่างเขาสุดท้ายก็หนีโทษทัณฑ์จากพระเจ้าไม่พ้นสินะ

ถ้าเขาปล่อยคาซึยะไปตอนนี้ จะยังทันที่พระเจ้าจะให้อภัยไหม...


ร่างบอบบางรู้สึกถึงความนุ่มอุ่นที่รายล้อมเขาอยู่นี้ พอขยับตัวก็ได้พบกับความรู้สึกคุ้นเคย ดวงตาเรียวรีค่อยๆปรือขึ้นพบกับแสงอุ่นๆจากดวงอาทิตย์สาดเข้ามาทางหน้าต่าง เมื่อมองไปรอบๆตัวก็พบว่าเขามาอยู่ที่ห้องของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็กลายเป็นชุดนอนเรียบร้อย

วันใหม่เริ่มต้นอีกแล้ว แต่ก็คงจะไม่มีสิ่งใหม่อะไรเริ่มต้นในชีวิตเขา คนตัวเล็กลุกจากที่นอนลงไปข้างล่าง รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่บ้านเงียบกว่าทุกที พอถามสาวใช้ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณชายทั้งสามคนออกจากบ้านไปแต่เช้า

คาเมะถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยวันนี้เขาก็ไม่ต้องเกร็งเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนั้น

แต่เวลาว่างแบบนี้ช่างน่าเบื่อเหลือเกินในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม เขาเอาหนังสือนิยายแนวสืบสวนสอบสวนที่โปรดปรานเล่มที่อ่านค้างไว้มาอ่านจนจบไปหลายรอบ ทั้งหนังสือเก่าๆก็เอามาอ่านเป็นรอบที่สองที่สาม รายการโทรทัศน์ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ คาซึยะได้แต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์จนแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าและได้ยินเสียงรถของพี่ชายทั้งสองจึงรีบวิ่งลงบันไดมา

ว่าไงเรา วันนี้จินไม่อยู่บ้านเหงาเลยล่ะสิ พี่จุนโนะพูดพลางส่งเสื้อสูทที่พาดแขนของตนให้คนใช้ไปพร้อมกับดึงเนคไทลงมากลางอก

กินข้าวเย็นหรือยัง ตัวเบาหวิวเลย พี่ยูอิจิที่เดินตามมาก็ยกร่างเล็กๆขึ้น

พี่ยูอิจิชอบเล่นกับคาซึเหมือนเด็กๆเรื่อยเลย เราสิบสี่ขวบแล้วนะ พอขาแตะพื้นก็รีบบ่นออกมาพร้อมทำหน้าบู้จนพี่ชายทั้งสองหัวเราะคิก

ก็ตัวเล็กแค่นี้เอง ป่ะไปกินข้าวกันเถอะ พี่หิวละ มือใหญ่ของจุนโนะจูงมือเล็กให้เดินไปที่โต๊ะอาหารด้วยกัน

ที่โต๊ะอาหาร ชายหนุ่มสองคนเห็นร่างเล็กกำลังดูทีวีตาแป๋วจึงเริ่มคุยเรื่องงานที่ค้างมาจากบริษัท พอหันมามองร่างบอบบางอีกทีก็เห็นเอาแต่เขี่ยข้าวในจาน

ไม่อร่อยเหรอคาซึยะ ยูอิจิถามออกมา

อร่อยดีฮะ แต่ว่าเราทานกันก่อนไม่รอพี่จินแบบนี้มันจะดีเหรอ

ไม่เป็นไรหรอก เห็นอารมณ์ไม่ดีออกไปเมื่อเช้าท่าทางวันนี้อาจจะดึกหรือไม่อาจจะไม่กลับก็ได้ จุนโนะตอบแทนยูอิจิที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ

งั้นเหรอฮะ ใบหน้าหวานเศร้าลงถนัดตา ที่ไม่พอใจก็คงเป็นตัวเขาสินะ...แล้วทำไมต้องแคร์ด้วยล่ะ จะไปไหนก็ช่างสิ คนใจร้ายแบบนั้น

ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยวพวกพี่พาคาซึยะเข้านอนเอง ไม่ต้องห่วงทานข้าวต่อเถอะ อ่ะอันนี้อร่อย ยูอิจิพูดยิ้มๆอย่างไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง ตักไก่ทอดชิ้นโตมาวางที่จานข้าวของเด็กน้อย คาซึยะก็ได้แต่พึมพำขอบคุณแล้วทานต่อไปเงียบๆ

ท่าจะติดไอจินมันน่าดู จุนโนะคุยเสียงเบาให้ได้ยินแค่ลูกพี่ลูกน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ

ก็แหงล่ะ จินมันใช้เวลาอยู่กับคาซึยะมากกว่าพวกเรานี่นา ยูอิจิก็กระซิบตอบ

มื้ออาหารผ่านไปอย่างอิ่มอร่อย คาซึยะที่ปกติจะขึ้นห้องส่วนตัวหลังจากทานอาหารเสร็จวันนี้แต่วันนี้กลับมานั่งดูหนังที่โซฟาข้างล่างกับพวกพี่ๆ

คาซึยะมานั่งดูทีวีกับพวกเราแบบนี้ นึกถึงเมื่อก่อนจังเนอะ ยูอิจิพูดออกมาในระหว่างที่โฆษณา

นั่นสิ คาซึยะหายกลัวที่ตกผาตอนนั้นแล้วใช่มั๊ย จุนโนะถามเด็กที่นั่งซุกตัวอยู่ในอ้อมแขน

ก็คงงั้นมั๊งฮะ คนตัวเล็กตอบได้ไม่เต็มเสียงเพราะรู้ว่ากำลังปล่อยให้พี่ๆเข้าใจผิด เหมือนกับว่าเขากำลังโกหกอยู่

มีอะไรก็คุยกับพวกเราได้นะ พวกพี่น่ะเห็นวันๆทำแต่งานแต่ก็ห่วงคาซึยะเหมือนเป็นน้องแท้ๆของเราเลยนะ ยูอิจิจับศีรษะของเด็กชายแรงๆราวกับหยอกล้อ อ้าว...ร้องไห้เลย ชายหนุ่มยิ้มบางๆพร้อมถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ได้เห็นคนตัวเล็กแสดงอารมณ์ออกมาบ้าง อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการร้องไห้คนเดียวล่ะนะ

จุนโนะก็ได้แต่ลูบหลังปลอบใจร่างเล็กที่เห็นเขากลายเป็นที่เช็ดน้ำตาไปแล้ว

แค่ไม่มีพี่จินซักคน เวลาดีๆที่เคยมีสมัยก่อนก็อาจจะย้อนกลับมาได้นะ

และคืนนี้ก็เป็นคืนแรกที่เขาหลับสบายตลอดคืนโดยไม่มีใครมอบฝันร้ายในความเป็นจริงให้กลัวทำให้ร่างเล็กแปลกใจตอนที่ตื่นขึ้นมาในยามเช้า ก็เมื่อคืนนี้พี่จินไม่ได้มา...

เวลาทั้งวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าและว่างเปล่า จนกระทั่งตอนเย็นที่พี่ชายทั้งสองกลับจากที่ทำงานและที่เหมือนเมื่อวานคือ ร่างเล็กไม่ได้เห็นแม้เงาของจิน

ทั้งๆที่ไม่อยากยอมรับเลยแท้ๆ...แต่ความรู้สึกมันชัดเจนจนหลอกตัวเองไม่ได้ว่า...เหงา...

ในคืนนี้บทบาทในภาพยนตร์ที่กำลังดูอยู่ที่โซฟาตัวเดิมๆนั้นกำลังเข้มข้นได้ที่ แม้ว่าตาแป๋วๆของเจ้าตัวเล็กที่วันนี้ย้ายมาหนุนแขนยูอิจินั้นจะจ้องเพลินอยู่ก็ตามที แต่ในหัวกลับเอาแต่คิดว่า...พี่จินหายไปไหน

เสียงทะเลาะทุ่มเถียงที่ดังมาจากในจอนั้นดึงความสนใจของชายหนุ่มทั้งสองได้อยู่หมัด จนกระทั่งมีฉากเลิฟซีนที่ค่อนข้างรุนแรง คาซึยะถึงได้ตาลุกโพลง

อ๊ะ! ลืมปิดตา เด็กห้ามดู มือเรียวสวยของยูอิจิเลื่อนมาปิดตาเด็กน้อยทันทีที่พูดจบ แต่คาซึยะกลับปัดมือนั้นทิ้งก่อนจะลุกขึ้นยืนหน้าโทรทัศน์แล้วตะโกนเสียงดัง

เลว! เลวที่สุดเลย ทั้งๆที่เขาไม่ได้เต็มใจแท้ๆ ทำไมถึงได้ใจร้ายนักนะ เสียงนั้นดูจริงจังและดวงตานั้นแดงก่ำจนพี่ๆพากันตกใจ จุนโนะหันไปจิกตาใส่ญาติผู้น้องที่ลืมปิดตาคาเมะตั้งแต่แรก

คาซึยะมานั่งนี่ก่อนเร็ว ไม่พ้นต้องให้พี่ใหญ่ออกโรง จุนโนะดึงร่างบอบบางให้มานั่งข้างตัวก่อนกดรีโมทปิดทีวีซะ ยูอิจิมองจอสี่เหลี่ยมด้วยความเสียดายแต่ก็หันหน้ามาทางที่เจ้าตัวเล็กนั่งอยู่เหมือนกัน

ที่เห็นเมื่อกี๊มันเป็นแค่การแสดงรู้ไหมครับ ร่างสูงโปร่งเปิดฉากพูดขึ้น

รู้ แต่มันอดโมโหไม่ได้นี่ ใครที่ทำแบบนั้นมันก็เลวทุกคนแหละ

แต่พี่ว่าถ้าคาซึยะจะตัดสินพระเอกของเรื่องแบบนั้นก็น่าสงสารเขาแย่นะ ถึงคราวที่ยูอิจิพูดขึ้นมาบ้าง

คนแบบนั้นมีอะไรน่าสงสารเหรอ แขนเล็กๆยกขึ้นกอดอก ทำไมรู้สึกโมโหขึ้นมาอีกนะ

การที่คนเราจะทำอะไรออกมาก็ล้วนแล้วแต่มีเจตนากันทั้งนั้น การกระทำดีแต่เจตนาไม่ดีก็มีเยอะแยะ การก็ทำที่ไม่ดีแต่เจตนาดีก็มีถมไป จุนโนะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เห็นว่าร่างเล็กสงบลงมากแล้วจึงพูดต่อ ที่พระเอกทำกับนางเอกแบบนั้นเพราะว่าพระเอกรักนางเอกนะ เซ็กส์เป็นการแสดงออกว่ารักทางหนึ่งเหมือนกัน

แต่ก็ไม่เสมอไปน๊า ยูอิจิพูดขัดขึ้นเลยโดนพี่ใหญ่ขว้างค้อนใส่อีกรอบ

ใช่ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่มีเซ็กส์จะมีความรัก แต่มันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีรักเข้ามาเกี่ยวข้อง คาซึยะเข้าใจไหมครับ

แล้วจะรู้ได้งัยว่ามีรักเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า ร่างบางถามเสียงค่อย เจอคำถามนี้จุนโนะเองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน

อันนี้ต้องลองมีแล้วจะรู้ ยูอิจิสวนขึ้นทันควันในเสี้ยววินาทีที่โดนมือใหญ่แข็งแรงตบป้าบเข้าที่ศีรษะ

ไปสอนน้องแบบนี้ได้งัยวะ ร่างสูงโปร่งดุจนพี่รองหน้าหงอยกันไป

อ้าว...ก็มันจริงนี่นา ของแบบนี้ไม่ลองมันจะรู้ได้งัยล่ะ มันต้องใช้ความรู้สึกนี่ ถึงแม้จะเป็นความรู้สึกแค่ข้างเดียวก็มีความหมายแล้วเพราะมันทำให้รู้ว่าอย่างน้อยก็มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ต้องการถ่ายทอดความรักให้อีกคนรับรู้ พี่รองอย่างยูอิจิพูดอย่างเชี่ยวชาญ

แล้วถ้าสมมุติว่ามีคนคนนึงบังคับอีกคนทุกคืนแบบนี้พี่ๆว่าเขาจะมีความรักมาเกี่ยวข้องมั๊ยฮะ คนตัวเล็กถามเสียงค่อย อย่าพูดให้ความหวังกันแบบนั้นสิเขาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองนะ

อืม...ถึงขนาดบังคับกันเลยเหรอ อาจจะเข้าข่ายเหมือนในหนังที่ดูเมื่อกี๊ก็ได้นะ แบบว่ารักกันงัยแต่พูดกันไม่รู้เรื่องเลยต้องใช้ภาษาร่างกาย ฮ่า ฮ่า แล้วยูอิจิก็ต้องลูบหัวป้อยๆเมื่อโดนฝ่ามืออรหันต์จากพี่ใหญ่ไปอีกป๊าบ

คนเรามีวิธีการแสดงออกถึงความรักต่างกันออกไปนะ พี่ก็ไม่รู้หรอก อย่างที่ยูอิจิว่าก็ถูกของมัน เรื่องแบบนี้ต้องถามความรู้สึกตัวเองเท่านั้นแหละ

เห็นป่ะล่ะ ถึงคำแนะนำของพี่อาจจะดูไม่ค่อยเป็นทฤษฎีที่ถูกต้องแบบของพี่จุนโนะ แต่ก็เอาไปใช้ในชีวิตจริงได้นะเออ ได้ทีหนุ่มตาสวยก็รีบพูดเข้าข้างตัวเองทันที

เห็นคนตัวเล็กเงียบไปเหมือนใช้ความคิด จุนโนะเลยพูดให้ข้อมูลเพิ่มเติม

แต่พี่ว่านะ คนที่บังคับคนอื่นน่ะก็เป็นคนที่ไม่น่าพิศมัยเลยน๊า มีอย่างที่ไหนอยากได้แต่ไม่ยอมเสีย ในโลกใบนี้น่ะไม่มีอะไรได้มาฟรีๆหรอกนะ อยากได้อะไรก็ต้องเอาของที่มีค่าเท่าๆกันไปแลกมาสิมันถึงจะถูก

เฮียคิดสมกับเป็นนักธุรกิจแนวหน้าของประเทศจริงๆเลย แล้วก็ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ คาซึยะแค่ถามเล่นๆเองเนอะ พูดไปก็พยักหน้าเออออห่อหมกกับร่างเล็กไป แต่เห็นคาซึยะนิ่งไปแบบนั้นพวกพี่ๆก็ชักใจเสีย...หรือว่าน้องเราถามจริงๆหว่า

ฮะ...ถามเล่นๆ คนตัวเล็กเว้นช่วงพอให้พี่ชายใจหายใจคว่ำก่อนแล้วจึงตอบออกมา ผมขึ้นไปนอนก่อนนะ ง่วงซะแล้ว พูดจบก็กระโดดผลุงลงจากตักพี่ใหญ่แล้วเดินขึ้นห้องนอนไปทันที

ทิ้งให้พี่ชายทั้งสองนั่งมองหน้ากัน

คาซึยะโตขึ้นมากเลยนะ จุนโนะพูดหน้าเศร้า

นั่นสิ...ออกเรือนได้แล้ว ยูอิจิก็ทำท่าร้องไห้กระซิกๆ

จะบ้าเรอะแก! แล้วฝ่ามืออรหันต์ก็สำแดงเดชเป็นรอบที่สามของคืนนี้

ถึงแม้ว่าการพูดคุยกันนั้นจะดูเหมือนเล่นๆก็ตามแต่ว่าสายตาของพี่ชายทั้งสองคู่ก็ได้แต่มองตามไปยังชั้นบนด้วยความเป็นห่วง

ผ่านไปค่อนคืน นาฬิการูปเจ้าเป็ดโดนัลด์บอกเวลาห้าทุ่มครึ่งแล้ว ไฟชั้นล่างก็ดับหมดแล้ว พี่จุนโนะกับพี่ยูอิจิก็แยกย้ายกันเข้าห้องส่วนตัวไปแล้ว แต่พี่จินก็ยังไม่มา

ร่างเล็กยืนท้าวขอบหน้าต่างห้องมองลงไปยังสวนหน้าบ้าน หวังว่าจะได้เห็นรถสีขาวคุ้นตา แต่หากว่ารอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีวี่แวว คาซึยะจึงลากเอาเก้าอี้จากโต๊ะเขียนหนังสือมาวางที่ริมหน้าต่างนั้นสองแขนเล็กวางทับกันที่กรอบไม้ก่อนที่ศีรษะของคาซึยะจะฟุบลงพร้อมกับดวงตาที่หรี่ปรือใกล้หลับเต็มที

สัมผัสเบาหวิวที่ข้างแก้ม และความอุ่นที่กอดรัดรายล้อมตัวนั้นทำให้รู้สึกเหมือนกับได้ล่องลอยอยู่บนฟ้า ความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้นทำให้ยากที่จะบอกเหลือเกินว่านี่คือเรื่องจริงหรือความฝัน เปลือกตาหนักอึ้งเกินกว่าจะเปิดมันออกมามองร่างเลือนลางให้ชัดเจนได้ มือเล็กได้แต่ยื่นออกไปไขว่คว้า ใจเสียที่รับรู้แต่ความว่างเปล่าเท่านั้น แต่ในทันใดความรู้สึกแผ่วเบาก็ประทับที่หน้าผากเนียน มือน้อยรับรู้ถึงความอุ่นของกายคนก่อนจะจับเอาไว้แน่น จิตใจค่อยๆสงบลงและทอดลมหายใจยาวๆสม่ำเสมอ กลับไปวิ่งเล่นต่อในดินแดนแห่งนิทรา

อะไรกัน...ทั้งๆที่จำได้ว่าคว้ามือเจ้าชายใจดีที่อุ้มเขามานอนที่เตียงไว้แน่นแล้วนะ ทำไมถึงได้ตื่นมาพบกับความว่างเปล่าแบบนี้ล่ะ...

คาซึยะนั่งกอดเข่าบนเตียงนิ่มพลางมองจ้องมือตนเองอย่างกับไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อคืนนี้จำได้ว่านอนฟุบอยู่ข้างหน้าต่างแล้วก็จำได้ลางๆว่ามีใครบางคนอุ้มเขามานอนที่เตียง ความรู้สึกแรกบอกเขาว่าต้องเป็นเจ้าชายจากความฝันแน่ๆเลย แต่พอนึกไปนึกมาก็คิดได้ว่ามันจะเป็นไปได้ยังงัย คงจะเป็นพี่จุนโนะหรือไม่ก็พี่ยูอิจินั่นแหละ แต่ว่าอ่อนโยนแบบนั้นต้องเป็นพี่จุนโนะแน่เลย

คนตัวเล็กยิ้มบางเบากับตนเอง...ถึงจะหวังให้เป็นพี่จินมันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่าจะมีเจ้าชายในโลกแห่งความฝันมาปรากฏตัวซะอีก

นั่งนานๆท้องเริ่มหิว คาซึยะจึงวิ่งตึงๆลงมาที่ชั้นล่าง เห็นพี่ๆทั้งสองนั่งกินกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ก็แปลกใจ

วันนี้ไม่ไปทำงานกันเหรอฮะ

วันนี้วันหยุดน่ะ ส่วนเจ้านี่ พี่ไล่ออกแล้ว พี่จุนโนะตอบ ชี้มือไปทางชายหนุ่มที่กำลังดูทีวีอยู่

อะไรพี่จุนโนะกล้าไล่ลูกชายคนโตของเจ้าของบริษัทออกเรอะ ยูอิจิยักคิ้วกวนๆให้พี่ใหญ่

เฮอะ ลูกชายเจ้าของบริษัทที่ตำแหน่งต่ำกว่าพี่อ่ะนะ ดูท่าพี่ใหญ่จะเพิ่งค้นพบความสนุกที่ได้กวนเจ้าจมูกโตนี่

พี่จุนโนะ!! ยูอิจิกลายร่างเป็นหมีโคอาล่าพร้อมจะเข้าขย้ำเจ้าต้นยูคาลิปตัสตาตี่นี่ทันที ถ้าไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของน้องเล็กซะก่อน

หน้าตาพี่ยูอิจิตลกมากเลย คนตัวเล็กพูดไปก็หัวเราะไป ทำเอายูอิจิหน้าเหวอแล้วหันไปมองหน้าพี่ใหญ่ จุนโนะก็ได้แต่ยิ้มออกมา ทอดสายตาเอ็นดูไปที่เจ้าตัวเล็ก ยูอิจิเห็นคาซึยะขำเอาเปนเอาตายขนาดนั้นแล้วก็อดหัวเราะเบาๆออกมาไม่ได้ด้วยคน

ก็มันนานเท่าไหร่แล้วน๊าที่พี่ชายทั้งสองไม่ได้ยินเจ้าตัวเล็กหัวเราะเต็มเสียงแบบนี้

ไม่ทันให้พี่ใหญ่อย่างจุนโนะสึเกะได้ตั้งตัว คนตัวเล็กก็เดินไปหอมแก้มร่างสูงแรงๆทำให้พี่ๆทั้งสองค้างไป

ขอบคุณนะฮะที่พาคาซึมานอนบนเตียงเมื่อคืน คนตัวเล็กพูดพร้อมยิ้มกว้าง

พี่ไม่ได้เป็นคนพาไปซะหน่อยนา จุนโนะพูดงงๆ

อ้าว...งั้นก็ คนตัวเล็กเดินไปหอมแก้มพี่ยูอิจิแบบเดียวกันกับที่หอมจุนโนะเมื่อครู่ ขอบคุณพี่ยูอิจิฮะ

ถึงแม้ว่าพี่อยากจะให้คาซึยะหอมพี่อีกทีแต่พี่ก็ไม่ได้เป็นคนพาไปหรอกนะ ยูอิจิดึงแก้มนิ่มๆนั้นเล่นก่อนจะหอมคืน ทิ้งให้ร่างเล็กนั้นยืนคิ้วขมวด...

คงจะเป็นพี่จินของคาซึยะล่ะมั๊ง...เห็นเมื่อคืนกลับมาซะดึก จุนโนะพูดอมยิ้ม แต่ก็ต้องทำหน้าแปลกใจเมื่อคาซึยะหุบยิ้มฉับ

งั้นคาซึยะต้องไปหอมแก้มขอบคุณพี่จินซะแล้วล่ะ ยูอิจิยังคงพูดต่อไปไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาของร่างบาง

แต่พี่จินไม่อยู่บ้านนี่นา

ใครบอก ยังนอนอยู่ในห้องโน่น พี่รองบอกพร้อมชี้นิ้วไปยังชั้นบน

งั้นคาซึไปกินข้าวอาบน้ำก่อน เดี๋ยวค่อยไป คนตัวเล็กเดินเข้าห้องครัวไป ทิ้งให้จุนโนะมองตามอย่างสงสัยในท่าที

ดีจังเลยน๊าที่ได้คาซึยะมาเป็นน้องของพวกเรา ยูอิจิพูดขึ้นยิ้มๆ จุนโนะก็ยักไหล่ลืมๆความข้องใจของตนไปแล้วก็ยิ้มออกมาเช่นกัน

นั่นสิ

คาซึยะ...อย่าลืมไปหอมแก้มขอบคุณพี่จินน๊า ยูอิจิเห็นแผ่นหลังเล็กไวๆที่บันไดบ้านก็ตะโกนบอก

ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ร่างเล็กก็ตัวหอมฟุ้งมายืนอยู่หน้าห้องของพี่จิน มือเล็กๆเคาะประตูไปสองครั้งเสียงงัวเงียจากในห้องก็ดังออกมาให้ได้ยิน

เข้ามา...ประตูไม่ได้ล็อค เสียงเหมือนคนอารมณ์บูดทำให้คาซึยะยืนบีบมือตัวเองอยู่หน้าห้องอย่างลังเล ก็เมื่อคืนที่รอให้พี่จินกลับมาก็ตั้งใจจะคุยกันให้รู้เรื่องแล้วนี่นา แต่พอได้ยินเสียงดุๆแบบนี้ความกล้ามันก็หายไปหมดเลย

ส่วนร่างสูงที่ยังนอนหมดสภาพอยู่ในห้องก็เริ่มหงุดหงิดมากไปอีกที่มีเสียงเคาะประตูแต่กลับไม่มีใครเปิดเข้ามา เสียงหัวเราะสดใสที่ดังมาจากชั้นล่างปลุกเขาแต่เช้านั้นทำให้อารมณ์เสียได้ง่ายๆ...ก็เขาไม่เคยได้ยินมันอย่างชัดๆหูซักครั้ง การที่ไม่มีเขาอยู่ในชีวิตร่างเล็กแค่สองวันนี่มันทำให้คาซึยะมีความสุขขนาดนั้นเลยเหรองัย...มันน่าโมโหน้อยอยู่ที่ไหนกันล่ะ

ดวงตาคมหรี่มองยังบานประตูห้องอีกครั้ง เมื่อยังไม่มีวี่แววว่าคนด้านนอกนั้จะเปิดเข้ามา ร่างสูงจึงลงจากเตียงพร้อมก้าวเร็วๆไปที่บานประตูนั้นก่อนจะกระชากมันเปิดออก

ร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าห้องสะดุ้งตกใจไม่นึกว่าเจ้าของห้องจะเดินออกมา ด้วยตาใสวาววับมองใบหน้าคนที่ดูท่าทางจะเพิ่งตื่นความดันต่ำเต็มที่ก็หันหลังกลับ แต่ก็ไม่เร็วเท่ามือหนาที่ดึงแขนร่างน้อยให้เข้ามาในห้องของตนพร้อมปิดประตูดังปัง

เมื่ออยู่กันเพียงสองคนในห้องกว้างๆร่างสูงก็เดินไปนั่งลงบนเตียงที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเทาของตนพร้อมหยิบบุหรี่ที่หัวเตียงขึ้นมาจุด เห็นร่างบอบบางเอาแต่ยืนอ้ำอึ้งก็ยิ่งรู้สึกหัวเสีย ได้แต่อัดควันบุหรี่ก่อนจะพ่นออกมาแรงๆทำให้บรรยากาศภายในห้องดูกดดันขึ้นมาอีก ใบหน้าคมหันมองไปด้านนอกจึงไม่ได้รู้ตัวว่า คาซึยะกำลังก้าวมาใกล้ด้วยสองขาที่สั่นไปหมด

ริมฝีปากบอบบางค่อยแตะลงบนแก้มของชายหนุ่มอย่างไม่มั่นใจนัก เพียงแตะสัมผัสเท่านั้น จินก็หันควับมาทันที

ทำอะไร เสียงตวาดนั้นทำให้ร่างเล็กเดินถอยหลังออกห่างอย่างไม่รู้ตัว จินเองก็กุมขมับที่เผลอพูดจารุนแรงใส่ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อวานนี้พี่จินพาผมมานอนบนเตียง...ผมก็แค่อยากจะขอบคุณ เสียงสั่นเครือนั้นตอบออกมาแผ่วเบา

จังหวะการเต้นของหัวใจดังถี่ๆจนน่าปวดหัว ทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ ใจคอร่างบางจะไม่ให้เขาตัดใจได้เลยเหรอ

เสร็จธุระแล้วใช่ไหม... มือหนาบี้มวนบุหรี่ลงกับที่เขี่ยก่อนจะทำเป็นนอนต่อดึงผ้านวมขึ้นมาแทบจะปิดมิดหัว

คือว่า...ผมมีเรื่องอยากถาม พี่จินช่วยฟังหน่อยได้ไหม... คนตัวเล็กสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดตัดสินใจเอ่ยเรื่องที่เขาเรียบเรียงในหัวมาตลอดคืน พี่จุนโนะบอกว่าคนเราจะทำอะไรก็ต้องมีเจตนาแฝงไว้ เซ็กส์ก็เป็นทางหนึ่งที่แสดงความรักได้... เห็นร่างสูงยังคงเงียบ คนตัวเล็กเลยใจชื้นขึ้นมาบ้างก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆเตียงอีกรอบ แต่พี่ยูอิจิบอกว่าเซ็กส์ที่แสดงความรักน่ะต้องถามเอาจากความรู้สึกของตัวเอง...ผมก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วผมรักพี่จินหรือเปล่าเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมร้องไห้เสมอเวลาที่นึกถึงเรื่องของเรา แต่ว่าภาพตอนที่เราพบกันครั้งแรกก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากสมองของผมได้ซักที...เจ้าชายที่มอบดอกกุหลาบสีแดงให้ผมในคืนนั้นเท่มากๆจนผมแอบเก็บเอาไปฝันทุกคืน

คนตัวเล็กค่อยๆหย่อนน้ำหนักตัวลงบนเตียงใหญ่นั้นแล้วค่อยๆคลานเข้าไปหาคนแกล้งหลับที่กำลังนอนใจเต้นตูมตามไม่กล้าขยับอยู่ตอนนี้

พี่จุนโนะบอกมาอีกว่าถ้าเราอยากได้อะไรต้องเอาของที่มีค่าเท่าๆกันไปแลกเอามา...ผมอยากได้ความรักอยากได้สัมผัสที่ทะนุถนอมจากพี่จินบ้าง แต่ไม่รู้ว่าลำพังแค่หัวใจของผมจะมีค่าพอไหม มือเล็กๆค่อยๆดึงชายผ้านวมหนาออกจากร่างสูง จินจึงพลิกตัวนอนหงายก่อนส่งสายตาคมจ้องมาที่คนตัวเล็กที่ดูเหมือนว่าจะนั่งคร่อมร่างเขาอยู่...เอาซิ เขาก็อยากจะรู้ว่าจะพูดอะไรต่อ อยากรู้ว่าจะทำให้เลือดในกายสูบฉีดไปได้มากกว่านี้อีกไหม

ถ้าผมอยากให้พี่จินอ่อนโยนกับผมบ้าง...แค่ความรักของผมมีค่าพอไหม นึกว่าจะมีอะไรเร้าใจจินกว่านี้เสียอีกแต่ที่เห็นกลับเป็นคนตัวเล็กที่ยกมือบอบบางขยี้ตาตัวเอง น้ำใสๆหยดระแก้มนวลลงมายังปลายคางมน

เดือดร้อนให้ร่างสูงจับคนตัวเล็กลงมานอนแล้วเป็นฝ่ายคร่อมเสียงเอง มือสากๆจับข้อมือเล็กให้หยุดขยี้ตาได้แล้ว มืออีกข้างจึงไล้ขอบตาเช็ดน้ำใสๆที่คลอรื้นให้อย่างแผ่วเบา จุมพิตอุ่นๆก็ประทับที่หน้าผากเกลี้ยงเกลาเป็นลำดับถัดมา คนตัวเล็กตาค้างมองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่อยู่ใกล้จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆอย่างไม่คาดฝันว่าจะได้เห็นแววตาอ่อนโยนที่เปี่ยมไปด้วยความรักจากคนคนนี้

กำลังจะตัดใจอยู่แล้วเชียว...นี่เห็นว่ายอมเอารักมาแลกหรอกนะ ร่างสูงยิ้มกว้าง แค่ความอ่อนโยนกับสัมผัสที่ทะนุถนอมอะไรนั่นน่ะเทียบค่ากับความรักของคาซึยะไม่ได้เลย...จึงๆแล้วคนเห็นแก่ตัวอย่างพี่ไม่สมควรจะได้รับอะไรแบบนั้นด้วยซ้ำ เห็นร่างบางหน้าเหวอไม่ชินกับพี่จินเวอร์ชั่นนี้จึงต้องหอมแก้มแรงๆเป็นการเรียกสติอีกที แต่ก็ขี้โกงเหมือนกันนะเรา เอาหัวใจพี่ไปตั้งนานแล้วเพิ่งเอาของตัวเองมาแลก

ถ้างั้น... คนตัวเล็กพูดเสียงแผ่ว

พี่ก็หลงรักเจ้าหญิงตัวน้อยๆตั้งแต่ที่ได้พบกันวันแรกแล้ว แต่วางท่าเป็นพี่ชายมาตลอดก็กลัวว่าคาซึยะจะรังเกียจเลยไม่กล้าบอกจนวันนั้นที่ทำเรื่องเลวร้ายที่สุดลงไป แต่ก็เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างที่บอกพี่ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยเพราะนึกกระหยิ่มในใจว่าได้เรามาเป็นของพี่แล้ว

ใจร้ายที่สุดเลย พี่จินชอบบอกว่าคาซึน่าเกลียดแต่ก็มากอดได้ทุกคืน ร่างบอบบางที่อยู่ด้านใต้ตัดพ้อออกมาอย่างไม่รู้ตัวเลยอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบขนาดไหน

พี่ก็เจ็บเหมือนกันที่เห็นคาซึยะร้องไห้ แต่มันรักมากจนไม่รู้จะทำยังงัยจะให้ปล่อยมือไปก็ทำไม่ได้ อีกอย่างถ้าคาซึยะรู้ตัวว่าน่ารักขนาดนี้เกิดทิ้งพี่ไปหาคนอื่นจะทำยังงัยล่ะ แต่ก็ขอบคุณมากนะที่ไม่เกลียดพี่ ขอบคุณที่มาบอกพี่อย่างนี้

ถ้าอย่างนั้นพี่จินพูดชัดๆให้คาซึฟังหน่อยสิ...คำนั้นน่ะ คำตัวเล็กพูดอ้อมแอ้มหน้าแดงเรื่อแถมยังหลบตาอีกตะหาก

ร่างสูงเอาแก้มตนแนบกับแก้มใสก่อนจะกระซิบเบาๆข้างหู

พี่จินรักคาซึยะนะครับ องค์หญิงตัวเล็ก

เก๊กโหดมาหลายปี พอหลุดแบบนี้ต่อไปเขาพูดอะไรเจ้าตัวเล็กนี้จะฟังมั๊ยน๊า...เฮ้อ...แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะ แลกกับการที่ต่อไปนี้คาซึยะจะต้องรับมือกับพี่จินตัวจริงที่ขี้หึงแล้วก็ติดคนรักสุดๆเอาก็แล้วกันนะ

ดอกกุหลาบดอกสวยต้องใช้เวลาซักกี่ปีกันนะถึงจะดูแลให้เบ่งบานได้อย่างสวยงามขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะโดนหนามแห่งความรักนั้นตำเอาแทบนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายก็ยังส่งกลิ่นหอมอวดกลีบสีสดให้ได้ชื่นชมอิ่มเอมใจ ก็เหมือนกันกับพวกเราที่ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาแบบใดมาก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายแล้วเจ้าหญิงก็ยังคงเป็นคนเดียวที่ได้รับความรักจากเจ้าชายมาโดยตลอดและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น

ถึงไม่มีนางฟ้า ไม่มีรถฟักทองหรือรองเท้าแก้ว แต่ความรักของเราจะกลายเป็นมนต์วิเศษที่ทำให้ชีวิตของคาซึยะมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ...จากนี้ตลอดไป...

END.

*แถม*


พี่จุนโนะ น้องของเราเข้าไปในห้องไอจินมันนานจัง ขึ้นไปดูกันเหอะ

อืม...สงสัยเหมือนกัน ชายหนุ่มสองคนที่ยังอยู่ในชุดนอนเดินขึ้นบันไดไปโดยที่คนตัวสูงกว่าหยิบหนังสือพิมพ์ที่ยังอ่านไม่จบติดมือไปด้วย

เสียงบทสนทนาที่เล็ดลอดออกมาจากบานประตูนั้นทำให้มือใหญ่ของพี่ชายคนโตของบ้านกำหนังสือพิมพ์แน่น

ฮึ่ม...ไอ้จิน...แกโผล่หัวออกมาจากห้องเมื่อไหร่แกโดนแน่บังอาจมาทำให้น้องชายที่น่ารักของพวกเรามีมลทิน

งั้นเสียงร้องกรี๊ดๆตอนกลางคืนนี่ก็คงไม่ใช่เพราะน้องคาซึยะฝันร้ายว่าตกเหวสินะ พี่รองเกาคางอย่างใช้ความคิด หึ ไอ้จินแกตายแน่.... ยูอิจิพูดเสียงเรียบๆแต่ก็น่าขนลุกไม่แพ้กัน

ถึงคราวที่เจ้าชายจะได้รับโทษที่แท้จริงแล้วสินะ...เหอๆ

END. จบของจริงจ้ะ อิอิ