2008/Jul/19

เวลา...

พระเจ้าไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะย้อนเวลาให้เรากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดได้...แต่ท่านก็ยังเมตตาที่มอบสมองให้มนุษย์ไว้ใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และท่านก็ไม่ใจร้ายเกินไปที่จะตอกย้ำให้ความทรงจำคงอยู่ตลอดไป...เวลาอย่างเดิม ที่จะทำให้ความเจ็บปวดเลือนลางจางลง...

แต่ต้องใช้เวลาเท่าไหร่กันนะ...

+++++++++++++++++++++++

ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีทึมขนาดไม่กว้างนัก ร่างหนาของชายคนหนึ่งกำลังนั่งครุ่นคิดอยู่บนโซฟาสีเข้มกลางห้อง ไม่นานนักก็ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มือหนาจับม่านสีครีม สีเดียวกับม่านของบ้านหลังข้างๆเปิดออก ดวงตาคมทอดมองไปยังฝั่งตรงข้าม...

แสงไฟริบหรี่ที่เล็ดลอดออกมาจากห้องนอนยิ่งทำให้ว้าวุ่นใจ...

เขามาที่นี่ทำไม? ลืมความตั้งใจแรกไปแล้วหรือ...เขาเป็นคนที่ต้องการยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้เองแท้ๆ และ ณ เวลานี้ เขามีเงินมากพอที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านได้แล้ว

ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายแล้วนี่นะ ร่างบอบบางคนนั้นคงจะเกลียดเขาเข้าไส้ไปแล้ว การแต่งงานจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่...และรู้อะไรไหม...เขาได้ของแถมเป็นเรือนร่างนั้นฟรีๆด้วยซ้ำ...

หัวเราะสิคังอิน...แล้วกลับบ้านไปซะ...

“บ้าเอ๊ย...” เสียงทุ้มสบถเบาๆเมื่อมือหนายกขึ้นแตะหยดน้ำที่แก้มของตน...

ทำไมมันถึงปวดที่หัวใจได้ถึงขนาดนี้นะ...

เคยลำพองใจมาตลอดว่าทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ทุกอย่างจะต้องเป็นไปอย่างเรียบร้อย คนสุดท้ายที่จะยังยืนหยัดและยิ้มร่าก็คือผู้ชนะอย่างเขาเท่านั้น...แต่มันผิดถนัด

ถ้าความรักควบคุมได้...ก็คงไม่ใช้หัวใจซึ่งเป็นก้อนเนื้อที่ทำหน้าที่โดยปราศจากการสั่งการของสมองเป็นสัญลักษณ์หรอก เราไม่อาจบังคับจังหวะการเต้นของหัวใจได้ฉันใด...ความรักก็เฉกเช่นเดียวกัน มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้มาจากเหตุผลหรือการวิเคราะห์ใดๆทั้งปวง...

หากแต่เป็นความสุขที่แสนเจ็บปวดที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์ทุกคนต่างหาก

เหตุผลร้อยแปดที่เราไม่ควรรักกัน หรือฉันไม่ควรรักนายถูกยกขึ้นมาอ้างเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์เลย เมื่อหัวใจไม่ฟังสมอง ได้แต่หลับหูหลับตาบอกอย่างชัดเจนว่าโหยหามากเพียงไร...

เช้าวันรุ่งขึ้นกับแสงแดดสดใสเพราะหยาดฝนได้ชำระความขมุกขมัวของท้องฟ้าไปตั้งแต่เมื่อคืน...หยดน้ำใสแจ๋วร่วงพราวยามที่เจ้าโกลเด้นตัวโตของบ้านไหนก็ไม่รู้มาวิ่งมุดพุ่มไม้หน้าบ้านของคนตัวเล็ก คังอินยืนเหม่ออยู่อย่างนั้น นึกโทษฝนอยู่ในใจว่าไม่น่าตกเมื่อคืนนี้เลย ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นร่างบางออกมารดน้ำต้นไม้บ้าง

เสียงถอนหายใจดังขึ้นก่อนที่คนตัวโตจะเดินคอตกไปทำงาน...

ในขณะเดียวกันคนตัวเล็กที่ยืนกุมหน้าอกแอบอยู่หลังม่านในห้องรับแขกกำลังใจเต้นรัว...มายืนมองอะไรของเขากันนะ ว่าจะออกไปดูต้นไม้ที่ปลูกไว้เสียหน่อยว่าดอกอ่อนของมันถูกน้ำฝนชะไปหมดหรือเปล่า ไม่ว่ายังไงก็อยากเห็นดอกไม้สีขาวสวยที่ประคบประหงมมากับมือนั้นเบ่งบาน...ท่ามกลางความรู้สึกแบบนี้ก็อยากมีอะไรให้ชื่นใจบ้าง...

แต่พอเห็นร่างสูงยืนอยู่กลับกลายว่าเป็นเขาเองที่ไม่กล้าออกไปเผชิญหน้า...

คนตัวเล็กมองลอดกรอบแว่นตาเก๋ไก๋เห็นร่างสูงเดินลับไปตรงหัวมุมถนนแล้วจึงได้ออกมาจากบ้าน ขาเพรียวพาร่างระหงมาตรงซุ้มไม้เลื้อยสีขาว

...เก้าอี้นี่มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงเนี่ย...

เจ็บใจตัวเองนักที่นึกรู้ขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติว่าต้องเป็นคังอินแน่ๆที่เอามาวาง

จะมาทำดีด้วยทำไมนะ...เขาเดาอารมณ์ไม่ถูกแล้ว และมันใช่เรื่องเหรอที่เขาจะต้องมาคอยเป็นกังวลว่าคนใจร้ายนั่นจะรู้สึกยังไง อย่าเจอกันอีกเลยจะดีไหม...

คนตัวเล็กเข้าไปสวมเสื้อโค้ทตัวยาวป้องกันความหนาวเย็นจากอากาศชื้นแล้วเดินออกจากบ้านไป...

+++++++++++++++++++

จังหวะก้าวเดินทั้งเชื่องช้าและอ้อยสร้อย วันนี้ร่างสูงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น ปัญหาหนักอกมันยังถ่วงใจจนหนักอึ้งอยู่แบบนี้ เขาก็ไม่มีปัญญาจะไปทำงานให้ออกมาดีได้หรอก

ทางออกมีอยู่สองทาง

หนึ่ง เขาจะกลับบ้านแล้วบอกพ่อของเขาว่าการแต่งงานคงต้องยกเลิกเพราะอีกฝ่ายคงไม่ยอมแต่งด้วยแน่ๆ แล้วเขาก็จะกลับไปใช้ชีวิตตามเดิมอย่างที่เคยเป็น ทำงาน เที่ยว สบายไปวันๆไร้พันธะกวนใจ หรือสอง เขาจะรับผิดชอบความผิดที่มีต่อร่างบางนั้น เขาจะกลับไปขอโทษแล้วไปบอกข่าวดีแก่คุณพ่อของเขาว่าเขาจะยอมแต่งงานแต่โดยดี บอกลาชีวิตอิสระ แต่เขาจะมีร่างเล็กๆนั่นคอยดูแล ทำอาหารอร่อยๆให้กิน ได้เห็นรอยยิ้มหวานๆนั่นทุกวัน...

แค่จินตนาการไปก็ใจเต้นแรง...ไม่ต้องคิดให้เปลืองพลังงานเลยว่าเขาจะเลือกข้อไหน...จากนี้จนถึงลมหายใจสุดท้าย ถ้าเขาจะได้รอยยิ้มนั้นเป็นของตนเองคนเดียว...จะมีความสุขขนาดไหนนะ...

++++++++++++++++++++++

“บ.ก.เหรอครับ” เสียงเล็กกรอกไปกับหูโทรศัพท์ที่ตู้โทรสาธารณะใกล้ๆตลาด

“มีอะไรล่ะ...อย่าบอกนะว่าจะขอยืดเวลาส่งต้นฉบับน่ะ” เสียงแหวตอบกลับมาทำเอาคนตัวเล็กขำคิก...ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเจ๊นี่นานๆแล้วคิดถึงจัง

“เปล่าครับ แค่อยากจะถามว่าขอย้ายที่อยู่ได้ไหม” อีทึกถามในสิ่งที่ตั้งใจ พอกันที...ไม่อยากเจอหน้าอีกแล้ว

“อ้าว ทำไมล่ะ บ้านตรงนั้นน่ะออกจะน่ารัก ทำเลก็ดี”

“คือว่า...” สมองใช้การหนัก อีทึกกำลังคิดหาข้ออ้างอะไรซักอย่าง “โดนผีหลอก” สุดท้ายก็มุขนี้

“ผีทะเลน่ะสิยะ...อยากย้ายก็ตามใจ แต่หาเอาเองนะ ย้ายเอง แล้วก็จ่ายเองด้วย ฉันจ่ายค่าเช่าบ้านหลังนั้นให้นายไปหมดแล้ว และฉันก็จะไม่จ่ายอีกแล้ว” เสียงแจ๋นตอบกลับมาทำให้อีทึกเซ็งขึ้นมาในทันที

“โอเคครับ ไม่ย้ายก็ได้” ร่างบอบบางพูดเสียงอ่อยก่อนจะบอกลาแล้ววางหูไป

ร่างเล็กเดินออกมาจากตู้ พลางมองไปรอบๆหวังว่าจะหาร้านเบเกอรี่ซักร้าน แต่สายตาเจ้ากรรมก็ดันเผลอไปเห็นคนที่ไม่อยากเจอหมายเลขหนึ่ง...

“ไอ้หมอขี้หลี...” อีทึกบ่นหน้าแหยกับตัวเองเบาๆแล้วจึงรีบไปหลบตรงตู้ขายน้ำผลไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ยืนใจหายใจคว่ำอยู่ครู่หนึ่งก็เยี่ยมหน้าออกไปมองทางหนีทีไล่อีกทาง

“เฮ่ย...ไอ้หมีอ้วน ไม่ไปทำการทำงานหรือไงวะ ทำไมมาเดินอยู่แถวนี้” ร่างเล็กสะดุ้งเมื่อเห็นคนที่ไม่อยากเจอหมายเลขสองเดินแถวนั้นพอดี ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้นะ ไอ้หมอยู่ทางซ้าย ไอ้หมีอยู่ทางขวา...พระเจ้าช่างไม่เห็นใจลูกเลย กลัวลูกจะได้ใช้ชีวิตที่ราบเรียบไปหรือไง...

อีทึกชะโงกหน้าไปทางฝั่งตาหมอคนเกาหลีนั่น เห็นว่าหายไปจากแถวนั้นแล้วก็โล่งอก แต่พอจะหันไปเล็งเจ้าหมายเลขสองร่างบางก็ปะทะกับร่างหนาที่ตั้งใจมองหาพอดิบพอดี

“ทำอะไรลับๆล่อๆ” คังอินถามเสียงทุ้ม กะว่าจะมากดน้ำผลไม้ไปกินกับฮอทด็อกที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ กลับได้เจอคนที่เอาแต่หลบหน้ากันอย่างคาดไม่ถึง “หลบเจ้าหมอนั่น หรือหลบฉันกันล่ะ” คังอินเดาจากท่าทางที่เห็นก็พอจะเข้าใจ

“หลบ?” อีทึกเลิกคิ้วสูงทั้งๆที่ใจแกว่งไปหมด “ทำไมฉันต้องหลบใคร ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย” ร่างบางลอยหน้าลอยตาตอบ

“งั้นก็มานี่” มือหนาคว้าข้อมือเล็กทันควันก่อนจะออกแรงดึงให้เดินตาม

“ไปไหนเล่า! ไม่ไป!” คนตัวบางขืนร่างเอาไว้พร้อมทั้งสะบัดข้อมือตนให้หลุด “เจ็บนะ!”

“เจ็บก็อย่าดื้อได้ไหม ถ้าไม่หยุดดิ้นฉันจะอุ้มนายเหมือนวันนั้น” คังอินขู่เสียงเข้ม

ร่างเล็กชะงักก่อนจะเงยหน้ามอง...แววตาของคนพูดดูท่าจะกล้าทำอย่างที่ขู่เลยหยุดแล้วสะบัดครั้งสุดท้าย เมื่อเป็นอิสระได้ อีทึกก็กอดอกฉับ

“จะไปไหน...มีอะไรก็พูดตรงนี้แหละ ฉันจะได้ไปหาอะไรกินแล้วไปทำงานของฉัน”

“พูดตรงนี้งั้นเหรอ” คังอินเหลือบตามอง เมื่อเห็นใครกำลังเดินมาทางนี้ก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม “แน่ใจนะว่าอยากพูดตรงนี้”

“ใช่ ทำไม ตรงนี้มันเป็นยังไง” คนตัวเล็กได้แต่ต่อปากต่อคำอย่างลืมคิดไปเลยว่าหมายเลขหนึ่งน่ะยังอยู่แถวๆนั้น

“โอเค...สิ่งที่ฉันอยากจะบอกก็คือ...อ้าว! หมอสวัสดีครับ” คังอินละสายตาจากคนตรงหน้ามองไปด้านหลังคนตัวเล็กพลางทักคนมาใหม่

ร่างเล็กยืนตัวแข็งทื่อ ใจหายหล่นไปที่ตาตุ่ม...ตายล่ะ ลืมไปเลย...

“ไม่เจอกันนานเลยนะครับคุณคังอิน สบายดีนะครับ” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งทัก “แต่สำหรับคุณอีทึกนี่หวังว่าคงสบายดีนะครับ ไว้มีโอกาสเราไปทานอาหารด้วยกันอีกไหมครับ” สายตาแฝงความนัยจ้องมาที่ร่างบางทั้งๆที่อีทึกพยายามก้มหน้า...

วันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่นะ จะได้ให้รัฐบาลประกาศเป็นวันซวยของอีทึกไปให้รู้แล้วรู้รอด

“เห็นทีคงจะไม่ได้ล่ะครับ” แต่กลับเป็นคังอินที่พูดขึ้นมาแทน “ร้านอาหารโรแมนติกแบบนั้นเหมาะสำหรับคู่รักจะไปด้วยกันมากกว่านะครับ คนที่แอบขโมยเอาแฟนคนอื่นไปเนี่ยไม่น่าจะไปอีกเป็นครั้งที่สอง” รอยยิ้มเชือดเฉือนถูกส่งไปให้ชายหนุ่มตัวสูงโปร่ง

“เอ๊ะ เมื่อครู่ผมได้ยินคำว่าแฟนใช่หรือเปล่าครับคุณอีทึก” อีกฝ่ายกัดฟันยิ้มก่อนจะแกล้งถามร่างบางที่ยืนอยู่ แต่สายตากลับจ้องกลับไปที่คังอินอย่างไม่ลดละ

“ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ...คนสองคนที่มีความสัมพันธ์ไปถึงไหนต่อไหนแล้วน่ะจะเรียกเป็นคำอื่นได้อย่างไรกัน” คังอินยิ้มร่าอย่างผู้ชนะ

ไม่ได้สังเกตคนข้างๆที่เงยมองคนพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ...อีทึกอยากจะพูดอะไรออกไปบ้าง แต่ไม่ทันมันสองคนเลยเว้ย ของช่องให้แก้ตัวบ้างได้ไหม...แต่จะแก้ว่ายังไงดี ก็ในเมื่อที่พูดๆกันมามันไม่ผิดจากความจริงซักคำเลยอ่ะ...

หมอหนุ่มรูปงามเห็นสีหน้าและปฏิกิริยาของคนตัวเล็กก็พอจะมองออกว่าไอ้ล่ำหน้าเหมือนแรคคูนเนี่ยมันพูดจริง...เขาช้าไปก้าวเดียวแท้ๆเลย

“จริงเหรอครับ แหม...วันนั้นยังเป็นเพื่อนอยู่เลย วันนี้ได้เลื่อนขั้นเสียแล้ว น่าเสียดายนะครับ ถ้าวันนั้นผมตัดสินใจทำอะไรลงไปบ้าง โอกาสนี้คงไม่ตกมาถึงคุณ” สิ้นคำชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวก็ลงไปนอนกองกับพื้นเมื่อโดนหมัดจากร่างหนาไปเต็มๆ

“ผมหวังว่าเราคงจะไม่ได้เจอกันอีก และอย่าให้ผมรู้ว่าคุณยังมายุ่งกับคนของผมอยู่อีก” คังอินชี้หน้าอย่างเหลืออดก่อนจะฉุดกระชากลากถูคนตัวเล็กไปจากตรงนั้น

แม้ว่ามือของทั้งสองจะจับจูงกันอยู่ แต่ก็มีเพียงความเงียบงันปกคลุมบรรยากาศ ราวกับว่าหัวใจไม่เชื่อมต่อถึงกันซักที...

“ฉันรู้ว่าถ้าบอกนายแล้วนายก็จะโกรธฉัน...แบบนี้” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นเบาๆ

คังอินถอนหายใจก่อนจะหยุดเดินแล้วหันหลังกลับมามองเมื่อมาถึงหน้าบ้านของทั้งสอง มืออีกข้างที่ไม่ถูกพันธนาการของอีทึกยกขึ้นเช็ดน้ำตา

“ฉันจะไม่โกรธถ้านายบอกความจริง...ฉันโกรธที่นายโกหก ทำไม ฉันมันไม่น่าเชื่อใจขนาดนั้นเลยเหรอ ดูฉันจะใจร้ายกับนายได้ขนาดนั้นเลยเหรอ” คังอินพูดน้ำเสียงจริงจัง

“นายโกรธฉัน...ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรนายก็ใจร้ายกับฉันไปแล้ว นายทำกับฉันเหมือนว่าฉันรู้สึกอะไรกับเขาไม่เป็นอย่างนั้นแหละ” คนตัวเล็กพูดเสียงค่อย

“ลองคิดดูนะ...อีทึก ถ้าวันหนึ่งนายเห็นฉันออกไปกินข้าวกับคนอื่นแล้วไปจับมือถือแขนโอบกอดกันใกล้ชิดขนาดนั้น นายจะรู้สึกยังไง”

“แล้วทำไมฉันต้องรู้สึกอะไรด้วยล่ะ มันเรื่องของนายนี่” ถึงแม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่เสียงในอกกลับร้องบอกทันควันเลยว่าเขาน่ะคงจะโกรธมากๆเลย

“แต่ฉันหึง...เข้าใจไหม” คนตัวสูงเน้นให้ฟังชัดๆ

“อะ...อะไรของนาย” น้ำตาเหมือนจะเหือดแห้งลงไปทันที ใบหน้าสวยแดงก่ำและร้อนฉ่าไปหมด

“ตอนนี้นายน่ะเป็นแฟนของฉันแล้วนะ” คังอินกอดอกแล้วก้มให้ใบหน้าชิดกับคนที่ดูเหมือนจะยังตกใจกับคำที่เพิ่งได้ยิน “ฉันรู้ตัวว่าใจร้ายกับนายไว้มาก เพราะฉะนั้นจากนี้ไปฉันจะชดใช้ให้” ร่างสูงพูดออกมาเหมือนมันเป็นคำสั่งมากกว่าจะเป็นคำขอร้อง

“ขี้ตู่ชะมัดนะนาย...แล้วก็พูดอะไรไม่เห็นจะเข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง” ร่างเล็กบู้หน้าก่อนจะเดินไม่รู้ไม่ชี้เข้าบ้านไป

“เอ้า! อะไรกัน ฉันพูดภาษาเกาหลีอยู่นะ” คังอินตะโกนกลั้วหัวเราะไล่หลังไป

“เออ...ไม่เข้าใจโว้ย!” เสียงตะโกนตอบกลับมาก่อนจะตามด้วยเสียงกระแทกประตูดังปัง!

ซักวันจะต้องจับมานั่งแล้วอธิบายให้เข้าใจให้ได้เลยคอยดูสิ....

++++++++++++++++++++++++++++++++

เช้าวันใหม่เดินทางมาถึงพร้อมกับความรู้สึกใหม่ๆ หมู่นี้ไม่รู้เป็นอะไรอยู่ดีๆก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวซะอย่างนั้น นายบ้าไปแล้วเหรออีทึก...

ร่างบอบบางเดินไปหน้ากระจกพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตบแก้มดังแปะๆ โอ๊ย...ยังไม่หุบยิ้มอีก ยิ่งนึกไปถึงใบหน้าคมที่พูดออกมาอย่างไม่คิดว่าคนฟังจะหัวใจวายตายว่าหึง...โอ๊ย คังอินนายต้องเป็นหมีพันธุ์ใหม่แน่ๆเลย พันธุ์หน้าด้านน่ะ

คนตัวเล็กหัวเราะคิกคักๆกับความคิดของตัวเองอยู่คนเดียวก่อนจะเดินออกมาหน้าบ้านเพื่อจะมารดน้ำต้นไม้ตามปกติ แต่พอมือบางแง้มประตูออกไปปั๊บ ก็เห็นคนที่นึกถึงเดินเข้ารั้วมาพอดี อีทึกรีบดันประตูกลับอย่างเดิม หัวใจเต้นรัวจนหูอื้อไปหมด ดวงตาเรียวหลับแน่นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูแรงๆ

“เห็นแล้วน่า ไม่ต้องหลบหรอก” เสียงทุ้มตะโกนบอก

คนตัวเล็กจิ๊ปากทั้งๆที่ใบหน้าร้อนเห่อไปหมด ก็จะให้ทำยังไงล่ะ มันไม่ชินนี่นา เขาไม่ใช่หมีพันธุ์หน้าด้านเหมือนนายนี่จะได้ออกไปคุยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเราน่ะ

“ใครว่าฉันหลบนาย” ในที่สุดประตูก็แง้มออกมาพร้อมร่างเล็กแก้มแดง “เข้าไปเอาเสื้อคลุมมาต่างหาก อากาศมันเย็น”

“งั้นเหรอ...” คังอินหัวเราะขึ้นจมูก ไม่เข้าใจคนตัวเล็กนี่เลยว่าไปทำอะไรมาถึงได้น่ารักขึ้นทุกวันแบบนี้ “ทานข้าวเช้าหรือยัง”

อีทึกส่ายหน้าแทนคำตอบ

“ฉันเพิ่งตื่น”

“งั้นไปเดินเล่นแล้วหาอะไรกินกัน” มือหนาฉวยโอกาสตอนที่ไม่ทันระวังตัวคว้ามือนิ่มมาจับเอาไว้ เห็นคนตัวเล็กสะดุ้งแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ “กลัวอะไรฉันนักหนา”

“อะไรใครกลัว” ร่างบางไม่ยอมรับ แต่พอมองหน้าเหมือนจะรู้ทันของร่างสูงก็ต้องหลบสายตาพร้อมบ่นปากยู่ “ก็นายน่ะ...ช่างมันเหอะ” เป็นอีทึกเองที่เดินนำออกไป “จะไปไหนล่ะ”

คังอินยิ้มกว้างก่อนจะรีบเร่งให้ทันเพื่อมาเดินข้างๆกัน มือหนาปล่อยมือนิ่มให้ร่างเล็กโล่งใจอยู่พักเดียวก็เลื่อนตำแหน่งมาโอบเอวคอดเอาไว้

“ก็นายว่าอากาศมันเย็น”

อีทึกจิ๊ปากอีกครั้งก่อนจะมองหน้าทะเล้นๆด้วยดวงตาเขียวปั๊ด แต่มีหรือที่ร่างสูงจะสะทกสะท้าน เห็นว่าทำอะไรไม่ได้แล้วเลยได้แต่ปล่อยให้ร่างตนรับไออุ่นจากร่างหนาอย่างนั้นเลยตามเลย

แต่มันก็สบายดีนี่นะ...ในอ้อมแขนแข็งแรงนี่น่ะ มันรู้สึกสบายใจและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

“นายต้องอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไหร่” คังอินถามพร้อมทั้งถือถ้วยกระดาษที่มีกาแฟหอมกรุ่นมาให้ร่างบาง

“อีกเดือนกว่าๆ ทำไมล่ะ” คนตัวเล็กรับกาแฟที่ซื้อมาจากซุ้มอาหารเช้าใกล้ๆม้านั่งในสวยสาธารณะมาอย่างระมัดระวัง

“อืม งั้นก็พอจะมีเวลาจัดการอะไรๆ” คังอินพึมพำกับตัวเองเบาๆแต่ก็ไม่พ้นคนหูดีที่นั่งอยู่ข้างๆ

“อะไรเหรอ...” อีทึกจึงถามออกไป

“เอาไว้ใกล้ๆวันแล้วจะบอกนะ” คังอินหันมายิ้มให้ มือหนายื่นออกไปหวังจะหยิบเศษขนมปังที่ติดที่ริมฝีปากแดงออกให้

“เฮ่ย...” แต่ก็เหมือนเดิม ร่างบางสะดุ้งถอยหลังกรูด

คังอินทำหน้าไม่ถูกเลย จะขำมันก็น่าขำอยู่หรอกไอ้ท่าทางแบบนี้ แต่มันก็น่าหนักใจเหมือนกัน อีทึกจะต้องสะดุ้งทุกครั้งที่เขาจะแตะเนื้อต้องตัวเลยหรือไง...แบบนี้ต้องทำบ่อยๆ จะได้ชินซักที

เวลาคล้อยสาย คังอินจึงโบกมือลาคนตัวเล็กไปทำงานด้วยหัวใจพองโตคับอก...ไม่ต่างกับร่างเล็กที่มีรอยยิ้มเต็มแก้มยามที่เดินแยกมา...

สองข้างทางที่มีแต่วิวทิวทัศน์ที่คุ้นชินตา จู่ๆก็กลายเป็นว่าสวยงามขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ แม้แต่ตู้จดหมายสีแดงยังดูสดใสน่ามอง โลกเหมือนกับเปลี่ยนไปเป็นคนละใบจากเมื่อวาน...

แต่แล้วอารมณ์ดีๆก็ถูกรบกวนเมื่อคนตัวเล็กถูกกระชากอย่างแรง แผ่นหลังบอบบางกระแทกกับกำแพงที่เย็นในตรอกแคบๆที่เพิ่งเดินผ่าน ฝ่ามือหนาปิดปากร่างเพรียวแน่น

“เธอไม่เข้าใจจริงๆหรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่...ฉันรักเธอนะ” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนประกบชิดจนได้กลิ่นน้ำหอมฉุนจมูก

อีทึกดิ้นฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่งจนหลุดจากพันธนาการ

“ปล่อยผม...เราเพิ่งรู้จักกันแล้วผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับคุณแบบนั้น! ” ดวงตาเรียวรีจ้องใบหน้าสะอาดสะอ้านของคนตรงหน้า แววตากร้าวปกปิดความกลัวที่ลอยอยู่ในใจ

“เธอจะบอกว่าเธอรักไอ้หมอนั่นงั้นสิ...” มือหนาบีบไหล่เล็กจนรู้สึกเจ็บ

“ผม...”

“อ๋อ...หรือว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อนอะไรแบบนั้นใช่ไหม ถ้าฉันมาทีหลังแต่ขอลองดูก็คงไม่เสียหาย ฉันอาจจะทำคะแนนนำหน้าไอ้บึกนั่นก็ได้” เสียงแข็งเอ่ยขัดขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปาก อีทึกไม่ต้องเสียเวลาเดาเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเขาหนีออกไปไม่ได้

“อย่าทำอะไรบ้าๆนะ!” ฝ่ามือนิ่มผลักไหล่กว้างของคนตรงหน้าแรงๆก่อนจะชกที่แก้มขาวอย่างจัง คนตัวสูงชะงักไปเล็กน้อย “ใช่ว่าผมได้เป็นของใครแล้วจะต้องรักกับคนคนนั้น ต่อให้คุณได้ตัวผมจริงๆก็ไม่มีทางที่คุณจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างหรอก เพราะคุณไม่ได้หัวใจผมไปแน่” ร่างบางสลัดร่างสูงโปร่งออกแล้ววิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ไม่กล้าแม้กระทั่งจะเหลียวหลังหันไปมองเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะตามมาทัน

ทั้งกลัวทั้งเกลียด...ความรู้สึกขยะแขยงที่ปลายจมูกโด่งเฉียดผ่านแก้มเนียน ลมหายใจที่เป่ารดริมฝีปากตนยามที่ใบหน้านั้นโน้มเข้ามาใกล้...ทำไมมันถึงได้แตกต่างกันขนาดนี้...

คังอิน...รีบกลับมาได้ไหม...ช่วยมาเอารอยน่ารังเกียจพวกนี้ออกไปให้หมดจากความรู้สึกที...

++++++++++++++++++++++++++++++

เวลาเย็นย่ำ แสงแดดรำไรจับแค่ขอบปุยเมฆไม่ได้ส่งผ่านความร้อนมายังผืนดิน เสียงนกร้องชวนพากันกลับรังเพื่อพักผ่อน สายลมพัดอ่อนๆหอบเอาอากาศชื้นบ่งบอกว่าคืนนี้คงจะมีหยาดฝนร่วงลงมาให้ชุ่มชื่น...ร่างบอบบางกำลังนั่งรอใครบางคนอยู่ที่ม้านั่งสีขาวหน้าบ้าน...สองมือเกร็งประสานกันจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว ดวงตาแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำใสเจียนหยด...

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆและเสียงไขกลอนรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้น...ก่อนที่คังอินจะได้เงยหน้ากล่าวทักทาย ร่างเล็กก็ปลิวเข้าอ้อมอกอุ่น...ใบหน้าสวยวางแนบที่ตำแหน่งหัวใจ จังหวะเสียงที่เคยเต้นปกตินั้นรัวและแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ฟังแล้วมันช่างไพเราะนัก ช่วยปลอบโยนให้ดวงใจผ่อนคลายสงบลง...

“เป็นอะไรไป” เสียงทุ้มเอ่ยถามคนน่ารักของเขาที่ก้มหน้างุดไม่ยอมให้เขาได้ค้นหาคำตอบจากดวงตาสวย

“คังอิน เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะมีความลับกับนาย แต่แค่ครั้งนี้ กอดฉันทีได้ไหม กอดแน่นๆให้ฉันรู้สึกถึงแต่นายเพียงคนเดียวเท่านั้น กอดแน่นๆนะคังอิน...นะ” เสียงเครือทำให้หัวใจร่างสูงสั่นไหว...แต่ก็นึกถึงคำพูดของเจ้าเด็กเสิร์ฟหน้าเข้มคนนั้นขึ้นมา

“ฉันจะเชื่อใจนายได้ใช่ไหม...” แม้จะพูดเช่นนั้น แขนแข็งแรงก็รัดกระชับร่างเล็กเอาไว้แนบแน่น

อีทึกพยักหน้าเบาๆ...มือเรียวสวยกำเสื้อของร่างสูงเอาไว้...

“ถึงมันจะหนักหนาสำหรับฉัน...แต่มันไม่สำคัญเลยสำหรับเรา” เสียงอู้อี้พูดแผ่ว “ฉันขอโทษ...” ไม่ได้ขอโทษที่ต้องปกปิดความจริง แต่ว่าขอโทษที่ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงตอบออกไปไม่ได้อย่างในทันทีตอนที่หมอนั่นถาม...ฉันพูดไม่ออกว่าฉันรักนาย...

คังอินสูดลมหายใจลึก...ตั้งแต่เกิดมาเคยหรือจะยอมปล่อยให้ตัวเองต้องคาใจสงสัยไม่แน่ใจ...แต่เพราะเป็นร่างเล็กคนนี้ คนแรก...ที่เขาจะยอมให้ทุกอย่าง...เพราะได้ตัดสินใจเลือกแล้ว...ไม่ได้ใช้สมองในการคิดคำนวณ แต่หัวใจต่างหาก...ที่เป็นผู้เลือก...

“จูบหน่อยได้ไหม...”

คังอินก้มมองร่างเล็กในอ้อมกอดอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง...เรียวปากที่เม้มแน่และแก้มแดงเรื่อราวกับว่าเขินอายที่พูดมันออกไป แค่นั้นความสงสัยของร่างสูงก็หายไปกว่าครึ่ง...ก็น่ารักเสียขนาดนี้

จมูกโด่งจึงก้มฝังลงบนแก้มนิ่มก่อนจะสูดหายใจเข้าไปเต็มปอด...เพราะว่าล่วงเกินมามากพอแล้ว จึงกล้าแค่เพียงหอมแก้มเท่านั้น แต่ดูท่าร่างเล็กนี้คงไม่พอใจ...

อีทึกเงยหน้าขึ้นแล้วหลับตาพริ้ม...รอคอย...

แต่ทว่าแทนที่จะได้รับสัมผัสอ่อนหวาน ปลายจมูกรั้นกลับถูกบีบเบาๆพร้อมทั้งเสียงหัวเราะเบาในลำคอ...

“เข้าบ้านกันเถอะ” คังอินช้อนร่างคนตัวเบาอย่างเอาอกเอาใจเต็มที่เมื่อเห็นว่าคนสวยดูท่าจะอารมณ์ไม่ค่อยดี

ระหว่างที่ร่างสูงเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็น คนร่างบางก็เดินมากอดเอวเขาราวกับว่าตัวเขาทั้งสองกลายเป็นแม่เหล็กไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้างดงามซบแผ่นหลังกว้าง...

“อะไร แค่จูบก็งกกับฉันงั้นเหรอ” เสียงกระเง้ากระงอดดังขึ้น

“ก็ได้ๆ...อยากให้จูบตรงไหนบ้าง” รอยยิ้มอ่อนระบายบนใบหน้าหล่อคมอีกครั้ง...หัวใจเต้นรัวเป็นกลองชุดเมื่อเห็นนิ้วเรียวชี้ไปที่ไหนบ้าง

“ตรงนี้...” ปลายนิ้วจรดริมฝีปาก “ตรงนี้...” ซอกคอ “ตรงนี้...”และที่หัวไหล่กลมกลึง

ใบหน้าของร่างสูงจึงโน้มลงไปใกล้...กลิ่นสบู่ระคนแชมพูสระผมหอมจนแทบจะอดใจไม่ไหว ริมฝีปากนุ่มหยุ่นแตะเบาๆที่กลีบปากแดง อ่อนนุ่ม อ่อนหวาน อ่อนโยน วิเศษกว่าขนมหวานใดๆบนโลกนี้...อีทึกเอียงคอเล็กน้อยเมื่อสัมผัสแผ่วไล้ลงมาที่ต้นคอขาว รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อยจนเรียวปากบางยกยิ้มอย่างพอใจ...มือสากดึงคอเสื้อกว้างเพื่อจะได้ประทับจุมพิตที่ไหล่ลาดได้ถนัดอย่างที่เจ้าตัวขอ แต่รอยแดงเป็นปื้นนั้นทำให้เขาลมขึ้นหน้า...

“โอ๊ย!” อีทึกอุทานเมื่อแผ่นหลังกระแทกกับตู้เย็น เหลือบตามองใบหน้าคมก็เจอแต่คำถามที่แฝงมากับสายตาตัดพ้อ ท่อนแขนเรียวจึงยกขึ้นโอบรอบคอร่างหนาก่อนจะกระซิบข้างหู “ไม่ต้องห่วงหรอก...อะไรที่เป็นของนาย ไม่ว่ายังไงก็ยังเป็นของนาย คนอื่นไม่มีวันได้ไปหรอก”

“คิดว่าพูดกับฉันแบบนี้แล้วยังจะรอดไปได้เหรอ”มือสากสอดเข้ามาใต้ร่มผ้าสัมผัสหน้าท้องเรียบเนียนเลิกชายเสื้อขึ้นสูง...

“ฉันขอแค่จูบไมใช่เหรอ...คังอิน” ร่างบอบบางยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะผละจากร่างสูงออกมานั่งดูทีวีที่โซฟาอย่างสบายใจ

ร่างสูงมองตามพร้อมส่ายหน้ายิ้มๆ...เขาคงต้องมองร่างบางนี้ใหม่เสียแล้วล่ะ และคงต้องยอมอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างไม่ต้องสงสัยเลย....


To Be Con.

 

แหะๆ ขอโทษที่อัพช้าไปหน่อย มัวแต่ลั้ลลากับผู้ชาย เอิ๊กๆๆๆ คราวหน้าจะไม่ทิ้งช่วงนานอย่างงี้อีกแล้วค่า แฮ่ๆๆ จิกทวงได้ตามสบายค่ะ อิอิ